ลองทายกันหน่อยไหมว่านี่คืออะไร ๕๕๕๕

 

 

 

 

 คำเฉลย อยู่ด้านล่างนี้กดลากดูเอานะครับ

 

  น้ำผึ้งไหลลงสู่ถัง ภาพนี้แสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมของของไหลความหนืดสูงยามไหลตกลงสู่ตัวเบื้องล่าง เนื่องด้วยความหนืดของมัน เวลามันตกลงจากที่สูงกระทบกับผิวของไหลที่อยุ่เบื้องล่าง มันจะดึงของไหลเบื้องล่างลงไปด้วย เราจึงเห็นว่าผิวของของไหลในบริเวณนั้น ยุบตัวลงไปนั่นเอง

นอกจากนี้ เรื่องนี้ยังอธิบายถึงสาเหตุของฟองอากาศในขวดน้ำผึ้งที่เราเห็นได้อีกอย่างว่า มีสาเหตุมาจากความหนืดของน้ำผึ้งดึงเอาอากาศรอบข้างลงไปที่ก้นขวดนั่นเอง อากาศจึงจมลงไปแล้วลอยตัวขึ้นมา แต่หนีออกไปไม่ได้ในทันทีเพราะ ถูกแรงตึงผิวของน้ำผึ้งยึดตัวเอาไว้อีกนั่นเอง

 

ภาพนี้ เป้นครีเอถีบคอมมอนส์ ผมอัปทิ้งเอาไว้ในวิกิพีเดีย-คอมมอนส์ อยากจะเอาไปทำอะไรก็ทำ ไม่งก  แต่ห้ามเอาไปขายจ๊ะ (ถ้าจะขาย แบ่งตังค์ให้ใช้ด้วยจ๊ะ)

 


edit @ 14 Dec 2009 01:54:09 by Brandy Frisky

ลาโดดครับ

posted on 10 Dec 2009 14:24 by capt-stg  in Idealism

 

 

ลาอัปบล็อกชั่วคราวครับ จะไปโครงการหลวงที่เชียงราย (รึลำปางนี่แหละ) กับอาจารย์ครับ เดินทางวันนี้กลับวันอาทิตย์ครับ

 ตามแผนจะเดินทางไปลำปาง เชียงราย แล้วขากลับแวะเที่ยวดอยตุงครับ

 งานนี้ขอบอกตามตรงว่า โดดงานไปแหละ แต่ว่านับจากที่ได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ผมเมื่อตอนอยู่ปี ๓ ก็เพิ่งจะมีรอบนี้แหละครับที่มีโอกาสได้ไปโครงการหลวงครับ ซึ่งขอบอกว่ารอโอกาสนี้มานานแล้วที่จะได้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทในฐานะวิศวกรครับ

 นอกจากนี้ จริงจริงแล้วผมมีความฝันอยู่อย่างนึงครับว่า ผมอยากจะมีโรงงานในสวนครับ กล่าวคือ ทำเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมคู่กันไปครับ

ความฝันนี้นั้น ผมมีจุดมุ่งหมายที่นอกจากกระเป๋าตัวเองก็คือ ผมอยากจะแสดงให้โลกเห็นว่า

วิศวกรรมสีเขียวมีอยู่จริง และวิศวกรรมกับเกษตรกรรมนนั้น ไปด้วยกันได้

 ที่สำคัญ ผมมองว่าแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเราก้คือการผสมผสานเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมเข้าด้วยกันครับ

เรามีเกษตรกรรมเพื่อสร้างความมั่นใจว่า คนไทยจะไม่อดตาย  และมีอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มผลกำไร นำเงินตราเข้าประเทศ ให้คนไทย (และผม) อยู่ดีกินดี มีสุข ส่วนคนทั้งโลกก้จะได้กินผลิตภัณฑ์คุรภาพดีรสอร่อยจากเมืองไทย

ผมเคยไปสวนนายดำ ที่ชุมพร ที่นั่นนับว่ามีไอเดียอันสร้างสรรค์ของชาวสวนที่น่าสนใมจมาก ๆ เลยหล่ะครับ

ถ้าผมมีสวนโรงงานอย่างที่ฝัน ผมก้จะทำแบบนั้นเหมือนกัน

ผู้เยี่ยมชมจะได้เห้นระบบการผลิตที่ทั้งสะอาด มีคุณภาพ และเป้นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และถ้าสนใจ ก็จะมีมุมความรู้เพื่อให้ความรู้ด้านอุตสาหกรรมสีเขียวแก่ผู้คน รวมทั้งความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตราฐานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะพื้นฐานที่สุดของอุตสาหกรรมอาหารอย่าง GMP (Good Manufacturing Practice) หรือชั้นสูงอย่าง HACCP (Hazard Analysis Critical and Control Point)

หรือ แม้แต่เทคโนโลยีสีเขียว เช่น ระบบปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ (ทำได้จริงนะ แค่ใช้วัฐจักรการทำงานแบบ Heat Absorption เท่านั้นเอง) หรือ การใช้เทคโนโลยี Heat Recovery ซึ่งช่วยลดภาระของระบบปรับอากาศได้มากกว่า 50% ครับ (ผมไม่ค่อยสนับสนุนพลังงานลมในบ้านเราเท่าไรนะ ถ้าอธิบายว่าทำไม มันก้จะลงเหตุผลทางเทคนิกมากไป แต่สรุปคร่าว ๆ ว่า บ้านเราเนี่ย ลมเบาจะตาย ความเร็วลมเฉลี่ยทั้งปีคือ 3-5 เมตรต่อวินาทีเอง ในขณะทีกังหันลมปั่นไฟเนี่ย เขาออกแบบมาให้ทำงานที่ความเร็วลมเฉลี่ยมากกว่า 10 เมตรต่อวินาที ลมน้อยไปก้ปั่นกังหันไม่ไปหรอกนะ)

นี่แหละ ความฝันเล็ก ๆ ของวิศวกรอย่างผมหล่ะครับ

edit @ 10 Dec 2009 14:47:32 by Brandy Frisky

 

 

เสาร์ที่แล้ว วันบิดาแห่งชาติ และบังเอิญเงินเดือน ๆ แรกออกช่วงนั้นพอดี จึงตามใจคนทั้งบ้าน ๑ วันด้วยการเลี้ยงข้าวที่บ้าน ๑ มื้อครับ เป็นเอ็มเค โกลด์ ซึ่งยังไม่มีใครในบ้านเคยไปนั่งกินกัน

ส่วนตัวผมแล้วนับแต่กลับจากออสเตรเลียมา ผมเฉย ๆ กับอาหารแพง ๆ ตามห้างนะครับ ไม่ได้มีความรู้สึกต่อต้าน แต่ก็ไม่ได้ถึงกับว่าอยากกินอะไรนักหนา

อาจจะเพราะว่าตอนอยู่ออสเตรเลีย เห็นทั้งอาหารจีน เกาหลี ญี่ปุ่นขายกันให้เกร่อตามฟู้ดคอร์ดมั้งเลยเฉย ๆ กับอาหารบนห้างบ้านเรา (อาหารฝรั่งเหรอ ไม่มีบนฟู้ดคอร์ดหรอก แต่ว่ามันมีขายเป็นแพ๊คสำเร็จรูปบนซูเปอร์มาร์เก็ตหน่ะ)

แต่ในทางกลับกัน อาหารข้างทางที่แหละคือรสชาตของชีวิตรูปแบบหนึ่ง ผมคิดแบบนั้นนะ

และแน่นอน ก่อนไปกิน บ้านเราก็ไปไหว้พระที่วัดไตรสามัคคีกันครับ และนี่คือที่มาของบล็อกวันนี้

 

---------------------------------

 ที่เมืองแอดิเลด รัฐเซาท์ออสเตรเลีย มีวัดไทยอยู่เพียงแห่งเดียวครับ คือวัดรัตนประทีป ซึ่งตอนไปเห็นครั้งแรก ผมอึ้งครับ (ชาวไทยในแอดิเลดท่านใดยังไม่รู้จัก หรือใครคิดจะไป หรือใครที่อยากดูหน้าตาของวัดไทยผ่านกูเกิ้ลแมปส์ ลิงก์นี้เลยครับ)

ไม่ได้อึ้งว่าสวยอะไร แต่ นี่มันบ้านที่แค่เอาใบเสมามาแปะ ๆ ๆ เท่านั้นเอง ถ้าไม่อาศัยว่ามีคนบอกว่านี่คือวัดไทย และป้ายชื่อวัดภาษาไทยหล่ะก็ คงไม่รู้แน่ ๆ ว่านี่คือวัดไทย

 อย่างไรก็ตาม บรรยากาศของวัดไทยที่นี่ กลับมีความเป็นศาสนสถานสูงมาก และเป็นเหมือนจุดนัดพบของคนไทยในแอดิเลดครับ

ผู้คนที่นี่นำเอาอาหารมาถวายพระซึ่งปกติจะจำพรรษากัน ๒ -๕ รูป ซึ่งวิธีการก็ต่างออกไปจากในบ้านเราคือ หลวงพี่จะนั่งแล้วเรานำเอาอาหารไปถวายท่าน แล้วท่านก็จะตักอาหารของเราใส่บาตร คลุก ๆ ๆ แล้วฉันท์ครับ (ไม่ต้องทานเหลาเหมือนลัทธิที่แต่งกายคล้ายพระก็ได้) ส่วนอาหารที่เหลือ ญาติโยมก็นำเอามาแบ่งกันรับประทานครับ ส่วนที่เหลือ ใครจะเอากลับบ้านก็ได้ ไม่ว่ากัน)

ผมหน่ะ ทำอาหารไม่เก่ง ดังนั้นบางครั้งก็อาศัยนำผลไม้ไปถวายแล้วกินข้าวอร่อย ๆ ฝีมือคนไทยด้วยกันเองครับ (อร่อยนะ รสชาตปรุงเพื่อลิ้นคนไทย อร่อยกว่ากินตามร้านแน่นอน)

ความรู้สึกที่ผมมีต่อวัดไทยในแอดิเลดนี้ มันคือความเป็นวัดตามแบบที่เคยเรียนมาในหนังสือสังคมว่า "เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน"

สำหรับนักเรียนนอกมือใหม่ในแอดิเลด ที่นี่เป็นจุดหาเพื่อนคนไทย/ความช่วยเหลือจากคนไทยด้วยกันที่ดีเลยหล่ะ แนะนำ ๆ

--------------------------

 ที่วัดไตรสามคี ผมคิดว่าที่นี่เป็นวัดที่มีสถาปัตยกรรมที่สวยงามมาก ๆ แต่ทว่ากลับมีอะไรที่ทำให้รู้สึกแปลก ๆ ออกไป

ประการแรก  มีตู้เอทีเอ็ม และจุดรับแลกเปลี่ยนสกุลเงินของธนาคาร ซึ่งพอจะอนุมาณได้ว่า นักท่องเที่ยวมีเยอะ

ในมุมมองของนักท่องเที่ยว เขาไม่ได้มาเพราะศรัทธาในพุทธศาสนาอะไรหรอกนะ เขามาเพราะมันคือสถาปัตยกรรมที่ไม่มีในบ้านเขา เหมือน ๆ กับที่เวลาเราคนไทยไปเที่ยวโบส์ทคริสต์นั่นแหละ เราไปเพื่อชื่นชมสถาปัตยกรรม ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับศาสนาเลยสักนิดเดียว

แน่นอน มีสถาปัตยกรรมสวย ๆ แบบนี้ เอามาขายในฐานแหล่งท่องเที่ยวก็ไม่ได้ผิดอะไรหนิ แถมช่วยให้ชาวบ้านมีลู่ทางทำกินด้วยสิ ไม่ว่าจะขายน้ำ อาหาร งานพุทธศิลป์ (ไม่ได้ต่อต้านนะ งานศิลปะเพื่อศาสนานั้น มีปรากฎในทุกลัทธิศาสนาแหละ) เป็นการสร้างรายได้ให้กับชุมชน

ฝรั่งเรายกเว้นไป แล้วเราคนไทยหล่ะ มาทำอะไร ?

 

จำได้ว่า เคยมีคนมาพูดว่า วัยรุ่นสมัยนี้ไม่ค่อยจะเข้าวัดเข้าวา แล้วถามว่า เข้าวัดไปทำอะไรหล่ะ ?

ไปชมงานศิลปะอันน่าภาคภูมิใจของชาติ ?

ใช่แล้ว ในมุมมองของคนชอบงานศิลป์  สถาปัตยกรรมไทยสวยงามมาก ๆ เลยนะครับ ผมคิดว่างานฝีมือช่างไทยนั้น ละเอียละอออันดับต้น ๆ ของโลกด้วยซ้ำไป

ผมเคยซื้อผ้าพันคอไหมไทยไปฝากป้าฝรั่งข้างบ้าน แกดีใจมาก ๆ (แกชอบผ้าหน่ะ) เห่อใส่ผ้าพันอันนั้นไปทำงานในศาลเสียหลายวันเชียว (แกเป็น Justice of Peace หน่ะ ตำแหน่งนี้บ้านเราไม่มีหรอก แต่ประมาณว่าเป็นทนายพิเศษที่ทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้คนในชุมชนหน่ะ)

ว่าแต่ การจะให้เยาชนไปดูงานศิลป์นี่ ต้องบังคับกันด้วยเหรอ?

 

เข้าวัดไปเพื่อบำรุงพระศาสนา เหรอ ?

หมายถึง แค่การเข้าวัดไปเสียเงินจุดธูปเทียนไหว้รูปหล่อแล้วเดินออก หรือดีขึ้นมาหน่อย มีเสี่ยงเซียมซี (ซึ่งเป็นของลัทธิเต๋า) อย่างนั้นเหรอ ?

หรือหมายถึงการเข้าไปไหว้เทวรูปของศาสนาฮินดู-พราหม์ งั้นเหรอ?

หรือการไปกราบไหว้จานบินเหรอ?

 

แล้วพระที่ทำหน้าที่เทศนาสั่งสอนธรรมไปอยู่ที่ไหน ?

บรรยากาศของศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านในชุมชนมันอยู่ที่ไหน ?

 

สุดท้ายแล้ว ผมก็สงสัยว่า เราจะไปวัดที่เป็นพุทธพานิชย์ไปทำไม ? แล้วทำไมเราถึงไม่ส่งเสริมวัดที่เป็นศาสนสถานกัน ?

 

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้บอกว่าวัดในบ้านเราไม่ดีไปเสียหมดนะ อย่างน้อย ผมศรัทธาในหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุนะ ปกตินับแต่ผมมาออสเตรเลีย วันเกิดของผม ผมจะเจียดเงินส่วนหนึ่งบริจาคสมทบทุนให้ท่าน ด้วยศรัทธาในสิ่งที่ท่านทำเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์

นอกจากนี้ ผมมีโครงการที่จะเจียดเงินเดือนบางส่วนบริจาคสมทบทุนเพื่อช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส คนพิการด้วยนะ (มีเงินเดือนแล้วหนิ แต่คงต้องค่อย ๆ ขยัยขยายไป ตอนนี้ยังอยู่ในภาวะลูกหนี้อยู่หน่ะ)

ส่วนตัวผมนะ แทนที่จะเอาเงินไปบริจาคเข้าวัด ผมกลับชอบแนวทางของคริสต์ที่ทำเพื่อสังคม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์มากกว่านะ

 


edit @ 9 Dec 2009 00:06:14 by Brandy Frisky

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ