Things-shoud-not-to-be-known

 

 

  ไอ้ขี้เมาในหมวกนิรภัย (เด็กฝึกงาน) แว่นตานิรภัย และหน้ากากกันฝุ่น

 --------------------------------

เรื่องของเรื่อง อาทิตย์ก่อนผมคุยกับลูกพี่ผม แจ้งว่าการลงหน้าไซด์งานในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้านั้น "จะต้องมีการเตรียมรองเท้านิรภัยและหมวกนิรภัยให้พร้อมสรรพ" ครับ

ลูกพี่ผมนั้นเองก็เป็นวิศวกร ต้องลงหน้างานบ่อย ๆ ดังนั้นจึงทราบความสำคัญของความปลอดภัยของบุคคลากรเป็นอย่างดี และอนุมัติให้ผมไปซื้อแบบไม่ต้องคิดเลยครับ

ดังนั้น ด้านลูกพี่ผม ผู้จัดการฝ่ายวิศวกรรมและหุ้นส่วนจึงไม่มีปัญหาใด ๆ ครับ แต่ปัญหากลับไปอยู่ที่ฝ่ายการเงินและการบัญชี ซึ่งคุมโดยเมียเจ้าของและไม่ใช่วิศวกรครับ ซึ่งอาจจะกระโดดลงมาขวางลำ ไม่ยอมให้ผมเบิกบริษัทครับ

ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยของกระเป๋าผม ผมจึงต้องไปเช็คกับทางลูกพี่ผมก่อนว่าถ้ามีปัญหา แกจะคุ้มกันให้ผมไหม ? ซึ่งแกก็รับปากครับ (ไม่ได้ถามตรง ๆ หรอก เพราะทำไม่ได้ ต้องถามอ้อม ๆ แต่แกก็รับปากแหละ อีกอย่าง เงินสองพันที่ขอยืมแกไปเป็นค่าน้ำมันตอนนั้นยังไม่คืนแกเลย มีตัวประกัน อิอิอิ)

แต่ในทางกลับกัน แกช่วยคุ้มกันให้ผม ดังนั้นถ้ามีปัญหาในที่ประชุมใหญ่ (ทั้งบริษัทมี ๑๕ คน) ผมก็ต้องช่วยสนับสนุนแกเหมือนกัน

เรื่องรองเท้าย่อมไม่มีปัญหา เพราะแต่ละคนนั้น เท้าใหญ่ไม่เท่ากัน ดังนั้น เบิกได้ชัวร์ ปัญหากลับอยู่ที่หมวกนิรภัยครับ

แถมรองเท้านี่ ผมไปได้ราคาเซลกระหน่ำมา ปกติคู่ละเกือบพันเจ็ด ผมได้มาคู่ละแปดร้อยเอง ถึงจะไม่มีใบกำกับภาษี แต่ราคานี้ คุ้มกว่าไปซื้อราคาเต็มแต่มีใบกำกับภาษีเพื่อใช้ลดหย่อนภาษีชัวร์ (อันนั้นได้อย่างเก่งก็เท่ากับว่าได้ลดราคาแค่ ๑๐ % นี่เกินครึ่ง คุ้มจะตายไป)

ส่วนหมวก ที่อาจจะเป็นปัญหาก็คือ บริษัทผมมีหมวกนิรภัยอยู่หลายใบอยู่แล้ว แต่ปัญหาคือ สีครับ

ไม่มีหมวกสีขาวเหลือเลย

สำหรับคนที่ไม่เคยออกหน้างานหรือไม่ใช่วิศวกรอาจจะไม่ทราบว่าสีของหมวกนิรภัยนั้น แท้จริงแล้วมีความหมายในตัวของมัน

มันไม่ได้มีไว้เพื่อการแบ่งชนชั้น แต่เพื่อความสะดวกในการระบุว่า "ไอ้หมอนี่เป็นใคร" ครับ โดยเฉพาะงานโครงการแบบที่ผมทำ เราจะต้องจ้างผู้รับเหมาเข้ามาทำงานโดยมีเราคอยคุม ซึ่งคนงานเขาไม่รู้หรอกครับว่าพวกผมคือใคร แต่เขาจะดูสีของหมวกครับ

โดยปกติแล้ว สีที่ใช้และความหมายมีดังนี้

  1. สีขาว - ผู้ตรวจงาน/วิศวกร 
  2. สีเขียว - เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย
  3. สีฟ้า -หัวหน้าคนงาน (Foreman)/เด็กฝึกงาน
  4. สีเหลือง - กรรมกร
  5. สีส้ม - ฝ่ายซ่อมบำรุง (งานโครงการอย่างที่ผมทำไม่เจอพวกนี้หรอก แต่บางที่ หมวกสีหน้าคือหน่วยกู้ภัย)

แน่นอนครับ ที่หน้างาน พวกหัวขาว (อย่างผม) มีอำนาจสูงสุด จะสั่งให้หยุดงานหรือทำอะไรก็ได้ (ก็ต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดหนิ) แต่เวลาเราจะสั่ง หรือติหนิคนงานหัวเหลืองนั้น เราไม่ไปว่าพวกหัวเหลืองตรง ๆ หรอกนะ ยกเว้นว่าฉุกเฉินจริงจริง แต่เราจะเรียกพวกหัวฟ้ามาเอ็ดแทนครับ เพราะพวกหัวฟ้านั้น คุยเข้าใจง่ายกว่า และเป็นการสั่งงานตามสายบังคับบัญชา ไม่ข้ามสายกัน

ถ้าหัวขาวมือใหม่คิดจะซ่าไปทำแอ๊คอาร์ทกับพวกหัวเหลืองมันมาก ๆ หล่ะก็ ระวังโดนฆ่าหมกไซด์งานนะจ๊ะ เดี๋ยวจะหาว่าหัวขาวรุ่นพี่ไม่เตือน ๕๕๕๕

อย่างไรก็ตาม ถึงหัวขาวจะใหญ่คับไซด์สักแค่ไหนก็ตาม แต่สุดท้าย ที่ทุกคนยังต้องเกรงใจก็คือพวกหัวเขียวครับ เพราะพวกหัวเขียวนั้น เขาคือเจ้าหน้าที่ที่มาเพื่อควบคุมความปลอดภัย ซึ่งตามกฎหมายพวกนี้คือเจ้าของสถานที่ครับ (อาจจะยกเว้นไซด์งานโยธานะ ผมไม่ทราบเรื่องนี้จริงจริง)

เมื่อใดก็ตามที่พวกหัวเขียวเห็นว่างานที่กำลังทำอยู่นั้น ไม่ปลอดภัย พวกพี่แกสามารถเตือนได้ หรือสั่งใหญ่หยุดงานก็ได้ครับ

ที่สำคัญ พี่แกสามารถเชิญใครก็ตามที่ไม่ทำตามระเบียบความปลอดภัยออกไปนอกไซด์งานก็ได้ด้วยสิ แถมบางที่ คนที่โดนเชิญออกจะโดนขึ้นบัญชีหนังหมาด้วยนะ แบบว่า หมดสิทธิ์เข้ามาเหยียบโรงงานหรือโรงงานอื่นในเครือยาว (สูงสุดที่เคยได้ยินคือ ๓ ปี ยกเว้นว่าโดนจับได้ว่าก่อคดีในพื้นที่ของเขาก็อาจจะตลอดกาล) และแน่นอนที่สุดว่า พวกหัวขาวก็อาจจะโดนเชิญออกเองก็ได้ถ้าทำตัวไม่ดีเสีย ซุ่มเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุเอาเสียเอง

นอกจากนี้ ไม่ว่าจะกรณีใด ๆ ก็ตาม ถ้างานที่ทำถูกพวกหัวเขียวสั่งให้หยุดแล้วเป็นเหตุให้่งานล่าช้าเสร็จไม่ทัน พวกหัวขาวนั่นแหละที่ต้องรับผิดชอบ ไม่เกี่ยวกับพวกหัวเขียว

------------------------------

 เห็นไหมครับว่า สีนั้น มีความสำคัญต่อการปฎิบัติงานขนาดไหน ตำแหน่งผมตอนนี้และต่อจากนี้คือวิศวกรอย่างแน่นอน ด้วยเหตุนี้ ผมจึงต้องใช้หมวกสีขาวครับ เพื่อการทำงานให้สะดวกราบรื่นครับ

นอกจากนี้ มันเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ขององค์กรด้วย ลองคิดดูสิครับ นี่คือเรื่องที่มืออาชีพจะต้องทราบ แต่ถ้าบริษัทผมเอาหมวกฟ้าหรือเหลืองให้ผมใช้ นอกจากพวกคนงานมันจะดูถูกผมแล้ว

ลูกค้าผมก็จะมองด้วยสายตาแบบเหยียด ๆ ด้วยครับ "บริษัทนี่แม่งไม่มืออาชีพเลยหว่ะแค่สีหมวกหมายถึงอะไรยังไม่รู้ แล้วจะไปรอดเหรอว้า"

ดังนั้น เรื่องนี้หวังว่า พวกฝ่ายการเงินและการบัญชีจอมงกจะเข้าใจนะครับว่า เรากำลังจะซื้อ "ภาพลักษณ์ขององค์กร" กันครับ

 อีกอย่าง ค่าหมวกเนี่ย มันใบละไม่กี่ร้อยเองนะ ถ้าคิดจะหาทางลดต้นทุนหน่ะ ไปเริ่มจากการทำ Cost Analysis ก่อนจะดีกว่าไหม ผมหล่ะำไม่อยากจะพูดว่า

"ต้นทุนหลัก ๆ ของบริษัทเราคือเงินเดือน และพวกฝ่ายคุณนี่แหละทำงานห่วยที่สุดในบริษัท โดยเฉพาะไอ้เมียเจ้าของหน่ะ วัน ๆ ไม่เห็นจะทำห่าอะไรเลย เล่นพันธิปไปวัน ๆ แล้วมาทำเหมือนฉลาด จับผิดพนักงานไปวัน ๆ  ถ้าพี่ไม่พูดก็ไม่มีคนเขารู้ว่าพี่โง่หรอกครับ นึกว่าเล่นพันธิปแล้วฉลาดนักริไงวะ แสดดดดดดดดดดดดดด"

(พูดไม่ได้หรอก ถ้าไม่นับระดับผู้จัดการขั้นไป ผมนี่แหละได้เงินเดือนเกือบจะเยอะสุด น้อยกว่าเพื่อนซี้ผมสองพันเอง พูดถึงแค่ซื้อภาพลักษณ์บริษัทพอละ ๕๕๕)

 ------------------------

 ภาคพิเศษ ผม vs เมียเจ้าของ (ยกที่ ๑)

เมียเจ้าของ : " ขี้เมา เธอยังไม่ไปเปิดบัญชีธนาคารอีกเหรอ" (บริษัทผมจ่ายเงินเดือนผ่านธนาคารไทยพานิชย์หน่ะ)

ผม             : " ครับ ยังครับพี่"

เมียเจ้าของ : " แหม งั้นรวบไปจ่ายเงินเดือนเอาเดือนหน้าเลยได้ไหม"

ผม             : " แล้วแต่ครับพี่ เงินผมหมดเมื่อไร ผมก็หยุดมาทำงานเมื่อนั้นจนกว่าจะได้เงินเดือนแหละครับ"

เมียเจ้าของ : " ...."

เมียเจ้าของ : "แล้วตอนนี้เธอเอาเงินที่ไหนใช้หล่ะ" (ยังจะงกไม่เลิก)

ผม             : " เงินเก็บจากที่ออสเตรเลียพี่"

เมียเจ้าของ : " อ้าวแล้วพ่อเธอไม่จ่ายเงินให้เหรอ"

ผม             : " ผมไม่ได้ทำงานให้บริษัทพ่อผมหนิครับ"

เมียเจ้าของ : " ...."

 

 ภาคพิเศษ เพือนผม vs เมียเจ้าของ (ยกที่ ๒)

เมียเจ้าของ : " ต่อจากนี้เราจะควบคุมค่าน้ำมันด้วยการกำหนดว่าถ้าพนักงานไปจังหวัดนี้ จะเบิกค่าน้ำมันได้เท่าไรนะค่ะ "

เพื่อนผม     : " ไม่เป็นไรพี่ ถ้าผมขับถึงตามที่บริษัทกำหนดแค่ไหน ผมก็จอดรถไว้ตรงนั้นแหละพี่ ถึงลูกค้ารึเปล่าผมไม่สน"

เมียเจ้าของ : "..."

 ( ก็บริษัทสนับสนุนให้แค่นั้นเองนี่หว่า จะให้ทำยังไงฟ่ะ)

 

------------------------------

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้ รู้ว่า เล่นพันธิปบ่อย ๆ ไม่ได้แปลว่าจะฉลาดล้ำหรอกนะจ๊ะ


edit @ 7 Dec 2009 13:08:45 by Brandy Frisky

 

เช้าวานนี้ ผมไปถึงมหาวิทยาลัยก่อนเวลาที่นัดกับอาจารย์เล็กน้อยครับ เลยไปเสาะหากาแฟทานนิดหน่อย เลยดิ่งไปที่ร้านหน้ามหาวิทยาลัย (บางมด) ก่อนครับ ร้านนี้จำชื่อไม่ได้ ป้ายสีส้ม ๆ ซึ่งสิ่งที่มีในใจคือ เอ๊กเพรสโซครับ

ถ้าเราอยากรู้ว่าเม็ดกาแฟร้านไหนคุณภาพดี ให้วัดกันที่ เอ๊กเพรซโซครับส่วนทำไม จะอธิบายภายหลัง เพราะอยากจะรำลึกความหลังก่อนครับ

--------------------------

จะว่าไป วัฒนธรรมการกินกาแฟแบบตะวันตกจ๋า เพิ่งจะเข้ามาสู่บ้านเราได้ไม่นานเท่าไรนะครับ ถ้าจะว่ากันจริงจริงแล้ว ซึ่งร้านแรก ๆ ก็คือร้าน แบล็คแคนยอนครับ และมีร้านอื่น ๆ เปิดตาม ๆ กันมา แต่อย่างไรก็ตาม คนที่รู้เรื่องกาแฟจริงจริงอาจจะมีไม่เยอะครับ (เรื่องธรรมดาแหละ ของใหม่หนิ)

ยังจำได้เลยว่า เคยไปสั่งเอ๊กเพรสโซแล้วได้กาแฟแบบแก้วธรรมดา ๆ มาครับ แต่ตอนนั้นผมก็ไม่รู้หรอกว่าเอ๊กเพรสโวจริงจริงแล้วหน้าตามันเป้นยังไง เลยดื่ม ๆ ไปนั่นแหละ

ผมได้มาเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมการกินกาแฟจริงจริงก็เมื่อมาออสเตรเลียนี่แหละครับ ซึ่งจริงจริงแล้ว วัฒนธรรมการกินกาแฟของออสเตรเลียเองก็ยังไม่จัดว่าดีเท่าไรหรอกครับเมื่อเทียบกับในยุโรปซึ่งเป็นต้นตำหรับจริงจริง ส่วนอเมริกา กลับกลายเป็นประเทศตะวันตกที่มีวัฒนธรรมการกินกาแฟแย่ที่สุดครับ (พวกฝรั่งมันพูดกันเอง ผมไม่เกี่ยว) 

และด้วยเหตุนี้ สตาร์ บัคค์ ที่ชาวเอเชียเราเห่อนักหนา ถึงเจ๊งไม่เป็นท่าที่ เซาท์ ออสเตรเลียครับ (สาเหตุอีกอย่างคือระบบการจัดการห่วงโซ่อุปทานของสตาร์ บัคค์เองก็มีปัญหาด้วยหล่ะ)

ในการชงกาแฟด้วยการใช้ความดันที่ถูกต้องนั้น เขาจะอัดผงกาแฟใส่ฝาแล้วใส่เครื่องครับแล้วปล่อยให้น้ำไหลผ่านเม็ดกาแฟในถ้วยมาลงแก้วครับ ซึ่ง ผลที่ได้นั้นจะแบ่งได้สองพวกใหญ่ ๆ คือ เอ๊กเพรสโซ (Expresso)  กับ ลอง แบล็ค (Long Black) ครับโดยน้ำที่ใช้ในเอ็กเพรสโซนั้นจะน้อย เป็นแก้วช็อต ขนาดประมาณ ๓๐ มิลลิลิตร ในขณะที่ลองแบล็คก็คือกาแฟในแก้วขนาดปกติที่เราดื่ม ๆ กันนั่นเองครับ (ยังไม่ชงนะ) หลังจากนั้น ก็จะมีการเติมนม ใส่นั่นนี่ลงไป จนได้กาแฟชนิดต่าง ๆ ออกมานั่นเองครับ

ตัวอย่างเช่น คาฟปูชิโน ก็คือการเติมนมและฟองนมใส่เอ๊กเพรสโซ นั่นเอง

และที่สำคัญ เอ๊กเพรสโซเย็น ที่ออสเตรเลียไม่มีขาย หรือถ้าคุณไปยุโรปแล้วสั่งแบบนี้ มีสิทธิถูกเชิญออกจากร้าน (สเหร่อ ๆ ไป ต่อให้หัวทองเหมือนกัน มันก็ไล่นะ ขอบอก)

---------------------

 อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้นึกดูถูกคนไทยด้วยกันนะครับ เพราะไม่รู้ ไม่ได้แปลว่า โง่ แต่ทว่า...

 พอผมเข้าไปในร้านครับ (ร้านหน้ามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี ป้ายสีส้ม ข้าง ๆ ธนาคาร คนละฝั่งกะร้านเจ๊ ๆ ทั้งหลาย เด็กบางมดจำไว้ นี่คือการประจาน) ผมก็สั่ง เอ๊กเพรสโซ ครับ ซึ่งพนักงานกลับถามผมกลับมาครับ

พนักงาน :" เอ๊กเพรสโซร้านเราอ่อนนะค่ะ"

ผม         :" อะไรนะครับ" (กำลังงง เอ๊กเพรสโซมันเป็นช็อตนี่หว่า มีเข้มอ่อนได้ไง)

พนักงาน :" แต่ละร้านสูตรจะไม่เหมือนกัน ร้านเราใช้สองน้ำ"

ผม         :" ไม่เข้าใจครับ"(งงหนักเข้าไปใหญ่เลย นั่นมันลองแบล็คนี่หว่า)

พนักงาน :" ...." (มันคงนึกในใจ ไอ้นี่ไม่รู้จักเอ๊กเพรสโซแต่เสือกกระแดะอยากแดก)

ผม         :" งั้นเอาเป็นว่า เอาเอ๊กเพรสโซมาที่นึงก็แล้วกัน" (จริงจริงทำใจไว้แล้วหล่ะว่าอาจจะเจอลองแบล็ค)

พนักงาน :" จะเอาร้อนหรือเย็นค่ะ"

ผม         :" เอ๊ะ! เอ็กเพรสโซ่มีเย็นด้วยเหรอครับ"(ขอโทษครับ ลืมจริงจริงเพราะจริงจริงแล้ว มันไม่มี)

พนักงาน :" โอเค้ ไม่ขาย"

ผม         :" ..." (ยักไหล่ แล้วเดินออกเลย)

แต่ก็นะ แหม อารมณ์เสียหว่ะ ไม่ได้ด่าว่าพี่โง่นะเนี่ย เข้าใจว่าไม่รู้ แถมบ้านเราก็เอากาแฟมาใส่น้ำแข็งแบบนี้กันเยอะ เพราะว่าบ้านเรามันร้อน ไม่แปลกใจอะไร เข้าใจ (แค่ลืมตัวไป)

 แ่ต่พี่เล่นไล่ลูกค้าแบบนี้ ขอให้ขายดีก็แล้วกัน (แต่มันก็หน้าทนมาได้หลายปีอยู่นะ ร้านนั้น แต่คงไม่ได้กินตังค์ข้าพเจ้าอีกต่อไป)

แน่นอน หงุดหงิด เลยเดินไปแถวหอพักนักศึกษา (อยู่ใกล้ตึกเครื่องกลหนิ) กะจะไปหากาแฟกระป๋องกิน พอดีไปเจอร้านปังปังของมหาลัย (เพราะออกนอกระบบเลยต้องดิ้นหาเงินมาใช้ทุกรูปแบบแล)  เลยลองเข้าไปดู ซึ่งพอสั่งเหมือนเดิม พนักงานก็อธิบายว่าเอ๊กเพรสโซเป็นยังไง (บ่งให้เห็นว่าความรู้เรื่องกาแฟของคนส่วนใหญ่ยังไม่ดีเท่าไร) ผมก็เลยตอบกลับไปแบบหงุดหงิดว่า "นั่นแหละ ถูกแล้ว" (โทษนะครับ ตอนนั้นหัวเสียจริงจริง เช้า ๆ อย่ามาขัดใจนะ เดี๋ยวโดนเตะ) แต่ที่ออกมาแล้ว ได้เอ๊กเพรสโซที่ถูกต้องจริงจริง (ยกเว้นแก้วที่ไม่ใช่แก้วช็อต แต่ไม่เป้นไร รับได้ ๆ )

เม็ดกาแฟของร้านปังปัง คุณภาพยังไม่ถือว่าถูกใจผมเท่าไร รสชาติมันออกไปทางเปรี้ยวนิด ๆ ซึ่งผมไม่ค่อยชอบ อุณหภูมิืของกาแฟก็สูงเกินไปหน่อยนึง (นั่นทำให้รับรสได้ไม่เต็มที่ด้วยหล่ะ) แต่โดยรวมแล้ว พอใช้ได้ครับ 

 เสร็จแล้ว ไปหาอาจารย์แล้วก็ไปโรงงานวันนี้กัน

โรงงานของลูกค้าเป็นอย่างไร ผมไม่บอก มันผิดจรรยาบรรณ ยกเว้นว่า ดี รับได้ สะอาด ปลอดภัย เล่าให้ฟังแน่นอน แต่ที่แน่ ๆ อุตสาหกรรมอาหารเป้นอะไรที่ไม่ค่อยอยากไปเท่าไรครับ เพราะไปเห็นแล้ว มักจะเกิดอาการ "ไม่อยากกินอีกต่อไป เพราะเห็นมาแล้วว่ามันมีอะไรปนเปื้อนลงไปมั่ง

รสชาตน้ำมันหล่อลื่น อร่อยเหาะจริงจริง (ประชด)

 แต่อีกแล้ว กาแฟไม่ถูกใจ เพราะแม่บ้านเล่นชงมาให้เสร็จสรรพเลย ใส่ครีมเทียมมาปริมาณเหมาะดีแล้ว (สำหรับผม) แต่ใส่น้ำตาลเยอะเกินไป หวานจ๋อยเลย แหม เล่นเอาหมดอารมณ์อยากกาแฟเลย (เลยกินไปแค่สองจิบแล้ววาง หวานบาดคอ)

ทุกท่านจำเอาไว้นะครับ เวลาชงกาแฟเลี้ยงรับรองผู้มาเยือน ชงมาแต่กาแฟ แล้วให้แขกปรุงเองจะดีกว่าครับ ต่างคน ต่างใจ ต่างรสนิยม (ในออสเตรเลีย ไม่ใช้ครีมเทียมกัน แต่จะใช้นมสดครับ ถ้าคุณต้องเลี้ยงรับรองลูกค้าฝรั่ง แนะนำ หานมสดจะดีหว่า สร้างความประทับใจ)

 ส่วนตัวผม เช้ามาก็เจอร้านกาแฟกวนตีน มาถึง ก็เจอกาแฟห่วย ๆ หมดอารมณ์ให้คำปรึกษาครับ ปล่อยอาจารย์ผมแสดงฝีมือไปเลยดีกว่า

--------------------------------------------

 สำหรับวันนี้ ได้ความรู้เรื่องข้าวที่น่าสนใจมาครับ

โดยธรรมชาติแล้ว ข้าวมันก็คือแป้งรูปแบบหนึ่งนั่นแหละครับ ซึ่งการทำให้ข้าวสุกนั้น ก็คือการทำให้ข้าวเปลี่ยนสถานะเป็นเจล (สถานะกึ่งแข็งกึ่งเหลว) นั่นเองครับ ซึ่งการเกิดเจลได้นั้น มีอยู่สององค์ประกอบคือ น้ำ กับ ความร้อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเราต้มข้าว ผิวนอกสุดของข้าวนั้น จะกลายสภาพเป็นเจล และปิดกั้นไม่ยอมให้น้ำไหลผ่านเข้าสู่ผิวชั้นในได้ง่าย ๆ ครับ และต้องใช้เวลานาน

ด้วยเหตุนี้ นักอุตสาหกรรมจึงแก้ไขด้วยการเอาข้าวไปแช่น้ำทิ้งเอาไว้เพื่อให้น้ำซึมเข้าสู่ข้าวได้ครับ และที่มากไปกว่านั้น เขาจะใช้น้ำอุ่นเพื่อให้ผิวข้าวนั้นขยายตัว ทำให้น้ำซึมผ่านได้ง่ายขึ้นครับ โดยเขาจะแช่ทิ้งเอาไว้ ๔๕ นาทีครับผม (เขาวิจัยมาว่า มากกว่านั้นไม่เกิดประโยชน์อะไร เปลืองพลังงาน)

 ด้วยการนำหลักการนี้มาใช้ในเทคนิกอุตสาหกรรม ดังนั้น การหุงข้าวให้ได้อัตราเพียงไม่กี่วินาทีต่อจานจึงเป็นเรื่องธรรมดามากครับ (ข้าวในจานที่แพ๊ค ๆ ขายกันเนี่ย หนักประมาณ ๒๐๐ กรัมต่อถาดครับ)

นอกจากนี้ เทคนิกในการทำข้าวผัดของอินเดียก็คือการเอาข้าวหุงสุกใหม่ไปใส่น้ำครับ เพื่อให้เนื้อข้าวไม่เกาะติดกัน จากนั้นเอาขึ้นสะบัดน้ำทิ้งครับ และด้วยวิธีนี้ เราจะสามารถผัดข้าวผัดได้ง่ายขึ้นอีกเป้นกองเลยหล่ะ

ป.ล. สำหรับข้าวที่เห็นแข็ง ๆ  อยู่ข้างหม้อนั้นก็คือข้าวที่สูญเสียความชื้นมากเกินไปนั่นเองครับ



edit @ 29 Oct 2009 12:15:42 by Brandy Frisky

 

บางที ผมก็เห็นมีผู้หญิงหลายคนชอบบ่นครับ "ผู้ชายดี ๆ ไม่มีในโลก"  และก็บ่นกันจนกลายเป็นวลีคลาสสิกของเมืองไทยไปแล้วมั้ง

แต่ในทางกลับกัน เมื่อหลายปีก่อน ผมเองก็เห็นผลสำรวจครับว่า ปัจจัยที่ผู้หญิงจะมองผู้ชายมาเป็นแฟนเป็นอันดับแรก ๆ นั้นคือ "รถ" ครับ และตามมาด้วย "เงิน"

ผมเองเมื่อเห็นผลสำรวจที่ว่าแล้ว ถึงกับคิดว่า ผู้หญิงพวกนี้มันเห็นตัวเองเหมือนคนทำอาชีพอะไรหว่า เหมือนรอให้ผู้ชายเอาเงินมาซื้อไปเป็นแฟนเลย อะไรทำนองนั้น

แน่นอน เคยมีหนังสือเล่มนึงออกมาวางขาย ชื่อ "ผู้ชายเลวกว่าหมา" ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมไม่คิดจะอ่านเลย เพราะดูจากชื่อก็พอรู้ว่า เป็นเพียงหนังสือระบายความใคร่แค้นที่ถูกทิ้ง เท่านั้นเอง อีกทั้ง จากที่ได้ยินมา ตัวคนเขียนเอง ก็สุด ๆ เหมือนกัน (ไม่รู้นะ เขาว่าแบบนั้น ส่วนตัวผม ไม่สนใจหรอก ตัวใครตัวมัน)

เคยมีเพื่อนผู้หญิงมาถามผมว่า "ถ้าผู้ชายได้เป็นคนแรกของผู้หญิง เขาจะรักผู้หญิงคนนั้นมากขึ้นไหมวะ" และคำตอบของผมคือ "ไม่"

จริงอยู่ครับว่า การมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของความรัก แต่ความรักกับเพศสัมพันธ์มันคนละเรื่องเดียวกันครับ อย่าเข้าใจผิดไป

เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า

-----------------------

 ผู้ชายคนที่ผมจะเล่าให้ฟังเนีย เป็นลูกพี่ผมเอง แกชื่อว่า พี่ชิ้น (นามสมมติ) และเมียแกชื่อ พี่กุ้ง (นามสมมติ) ครับ

พี่ชิ้น ปัจจุบันอายุ ๓๘ กำลังทำ Ph.D. ทางด้าววิศวกรรมเคมี อยู่ในออสเตรเลีย ส่วนพี่กุ้งเป็นพยาบาลครับ และแต่งงานกันมาได้ประมาณ ๕ ปีแล้วหล่ะ

ทั้งคู่พบกันครั้งแรกเมื่อตอนเรียน ม ปลายครับ โดยทั้งคู่เรียนในสุราษ ฯ ซึ่งพี่ชิ้นบอกผมเลยว่า เป็นรักแรกพบครับ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพี่กุ้งมาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะอะไรเท่าไร พี่ชายของพี่กุ้งนี่ เพื่อที่จะเรียนหมอ ถึงกับยอมไปเป็นชาวประมงทำงานเก็บเงินอยู่ถึงสองปีทีเดียว ดังนั้น พี่กุ้งจึงถูกสอนมาว่า ไม่ให้มีแฟนระหว่างเรียน

อย่างไรก็ตาม ด้วยความหนุ่มของพี่ชิ้น แกก็ไปจีบแบบโต้ง ๆ ครับ แล้วก็แป๊ก โดนเกลียดขี้หน้าครับ และเพราะว่าทั้งคู่เป็นเด็กเรียนเก่ง คุณครูเองก็ช่วยพูดให้พี่กุ้งเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหายครับ แต่พี่กุ้งก็ยังไม่ได้อะไร

และเมื่อพี่ชิ้นแป๊กไปแล้ว เพื่อน ๆ ของพี่แกเลยเข้าไปจีบมั่ง และพี่กุ้งก็ไม่ได้สนใจอะไรใครเลยครับ

หลังจบ ม ๕ พี่ชิ้นสอบเทียบติดวิศวกรรมโยธาที่บางมด เลยต้องจากไป และปีต่อมาแกย้ายไปเรียนวิศวกรรมเครื่องกลที่ลาดกระบังครับ ส่วนพี่กุ้งไปเรียนพยาบาล พอจบออกมา พี่ชิ้นไปทำงานแถวระยอง ส่วนพี่กุ้งทำงานในกรุงเทพครับ และนอกจากนี้ พี่ชิ้นยังต้องมาทำปริญญาโทในกรุงเทพ (แบบพาร์ทไทม์) อีกด้วยสิ

ส่วนพี่กุ้งเอง ตอนนั้นก็เนื้อหอม มีหลายคนมาจีบ ทั้งนายธนาคาร ทหาร ตำรวจ 

เคยมีครั้งหนึ่งที่พี่ชิ้นเล่าเอาชาวบ้านเขาประหลาดใจมา ทีแล้ว เพราะพี่เขาไปหาพี่กุ้ง และไปข้างนอกโดยมีเพื่อนของพี่กุ้ง กับนายทหารอากาศที่มาจียพี่กุ้งไปด้วย และพี่ชิ้นก็เป็นฝ่ายออกปากขอให้นายทหารอากาศที่ควรจะถือได้ว่าเป็นคู่แข่ง นั้น ไปส่งพี่กุ้งแทนเขาที่ต้องกลับไปทำงานที่ระยองครับ

ในจุดนี้ พี่ชิ้นอธิบายว่า "พี่ไม่ได้หวังอะไรมากมาย พี่มีความสุขกับการทำแบบนี้ และถ้าเรายังรักเขาจริง ก็ควรจะยอมรับการไม่ได้ถูกรักตอบและรู้จักปล่อยวางได้"

พี่ชิ้น ไม่เคยเอ่ยปากขอพี่กุ้งเป็นแฟนอีกเลย นับแต่ ม ปลาย เพราะพี่แกถือว่าได้บอกไปแล้ว แค่มาตาม ๆ เกาะ ตามแต่โอกาสจะอำนวย จนสุดท้าย พี่กุ้งกลายเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาเองว่า "คุณยังไม่รู้อีกเหรอว่าชั้นคิดยังไงกับคุณ" และทั้งคู่ก็เป็นแฟนกันครับ หลังจากยื้อมาราธอนกันมาสิบกว่าปี

๔ ปีก่อน พี่ชิ้นตัดสินใจมาทำปริญญาเอกที่ออสเตรเลีย และเป็นพี่กุ้งอีกแล้ว ออกปากขอแต่งงาน (อะไรเนี่ย กลับกันหมดเลย ๕๕๕)

การมาอยู่ออสเตรเลียของทั้งคู่นี่ ลำบากมากครับ ช่วงแรก ทั้งคู่อยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่พี่ชิ้นเองก็ไม่อยากจะกวนใครมาก จึงทำเอกไปด้วย ไปทำงานอื่น ๆ ไปด้วย จากเดิมที่ตำแหน่งสุดท้ายของพี่ชิ้นคือ Engineering Manager มีวิศวกรในบังคับบัญชามากกว่า ๕๐ คน คุมโรงงานที่มีมูลค่านับหมื่นล้าน ลงมาทำงานระดับล่าง ๆ ถูกแม่ครัวในครัวจิกด่าแบบไร้เหตุผล แต่แกก็ยังก้มหน้าก้มตาทำต่อไป

ส่วนพี่กุ้ง เพราะพื้นภาษาอังกฤษไม่ดี มาทีแรกมีคะแนนสอบไอเอลเพียง ๔.๕ แต่แกก็ขยันเรียนมาก ๆ ครับ จนพี่ชิ้นสามีที่ทำเอกยังพูดเลยว่าขยันยิ่งกว่าแกที่ทำเอกอีก และพี่กุ้งก็สามารถพัฒนาภาษาอังกฤษจนสามารถขอใบอณุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลใน ออสเตรเลียได้ในเวลาที่เร็วกว่าปกติครับ 

การที่พี่กุ้งได้งานประจำทำ กปอรกับการที่คนดีผีคุ้ม มีผู้คนมากมายให้การช่วยเหลือทั้งคู่ครับ โดยพี่ชิ้นนั้นนับถือคริสต์ จึงไปร่วมร้องเพลงในโบส์ถจนได้รู้จักกับลุงคนหนึ่งซึ่งเป้นทนายที่มีชื่อ เสียงมาก และป้าที่เป้นภรรยาของลุงเองก็เป็นอดีตวุฒิสมาชิกรัฐสภาสหพันธรัฐออสเตรเลีย ครับ ทั้งคู่จึงได้ไปอาศัยในบ้านหลังเล็ก ซึ่งเคยเป็นของลูกสาวของทั้งคู่ โดยมีค่าเช่าเป็นการทำอาหารไทยให้ทั้งคู่กินอาทิตย์ละหนครับ และนั่นทำให้ทั้งคู่เริ่มสบายขึ้น พี่ชิ้นสามารถลงทุ่มเทไปกับการทำวิจัยได้อย่างเต็มที่ครับ

อย่างไรก็ตาม บางครั้งเวลาคุยกัน พี่ชิ้นจะพูดอยู่เสมอว่า อยากพาพี่กุ้งไปยุโรป ซึ่งส่วนตัวแกแล้ว ไม่ได้อยากอะไรหรอกครับ แกเคยไปแล้ว บริษัทส่งไปดูงานถึงสองหน (ข้อดีของการเป้นวิศวกรคือมักจะมีโอกาสได้ไปดูงานต่างประเทศมากกว่าชาวบ้าน แหละ) แต่เพราะพี่กุ้งไม่เคยไป เลยอยากจะให้ไปบ้าง หรือเวลาแกจะทำอะไร ก็มักจะคิดถึงพี่กุ้งเสมอ ๆ

เพราะพี่กุ้งบางครั้งต้องเข้าเวรดึก พี่ชิ้นบางทีก็จะนั่งทำงานที่มหาวิทยาลัยเพื่อรอเวลาพี่กุ้งเลิกงานครับ (พอดีโรงพยาบาลกับมหาวิทยาลัยมันอยู่ติด ๆ กัน) หรือถ้าไม่แล้ว เขาจะคุยกันครับว่า พี่กุ้งอยู่ตรงไหนแล้ว และพี่ชิ้นจะเดินออกไปรับพี่กุ้งถึงป้ายรถเมลแถวบ้านครับ ซึ่งไม่ว่าจะดึกแค่ไหน พี่ชิ้นก็จะไป เพราะเป้นห่วงสวัสดิภาพของพี่กุ้งครับ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเคยแซวแกเกี่ยวกับเรื่องนี้ และแกก็ให้เหตุผลว่า "ถึงมันจะเล็ก ๆ น้อย ๆ  แต่มันก็มีคุณค่าทางจิตใจ" ครับ และอีกครั้งที่พี่เขาพูดถึงการจีบพี่กุ้งเอาไว้ว่า "มันก็เหมือนการแก้สมการปัญหาแหละ ปัญหาบางปัญหา เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไง เพียงแต่มันอาจจะใช้เวลานานก็เท่านั้นเอง และถ้าเราตัดใจไม่ทำต่อ มันก็จบ" (ต้องเข้าใจนะครับ วิศวกรสองคนคุยกัน)

----------------------

ถามผมตอนนี้ ผมยังไม่มีแฟนก็เพราะผมยังไม่เจอใครที่ถูกใจจริงจริง โอเค ผมยอมรับว่าบางครั้งก็มีความรู้สึกโหยหา บางครั้ง พอมีผู้หญิงหน้าตาพอใช้ได้มาคุยเหมือนมีใจ ก็หวั่นไหวเหมือนกัน แต่อย่างไร ผมก็ยังพยายามที่จะยืนอยู่บนพื้นฐานเดิม ๆ ของผม คือ ผมจะพยายามวิเคราะห์ผู้หญิงคนนั้นให้ถึงที่สุด ซึ่งผมคงไม่มานั่งคิดเพียงแต่ว่า รวยไหมอะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่พิจารณาอย่างอื่น รวมทั้งหัวใจของผมด้วยแหละ

จำเป็นต้องได้เมียรวยไหม << ไม่หรอก ผมอยากสร้างฐานะเอง แต่ถ้าได้ด้วยก็ดี ไม่รังเกียจคนรวย ไม่หยี่ระความจน

จำเป็นต้องฉลาดไหม << ถ้าฉลาดเกินไป ก็อาจจะทะเลาะกันได้

ต้องสวยไหม << All Cats Are Gray in Dark = นารีงามสรรพเมื่อดับไฟ

ต้องมีความคิดอ่านไหม << จำเป้นอย่างมาก เพราะผมเกลียดพวกงี่เง่า

ต้องมีวุฒิไหม << นิดนึงนะ ผมไม่ได้อะไรมากหรอก แต่ผมไม่ต้องการแฟนที่ไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา

จำเป็นต้องรักเขาไหม << แน่นอน

จำเป็นต้องเป็นสาวบริสุทธิ์ไหม << ใครมันสร้างค่านิยมงี่เง่านี่ฟ่ะ

โอเคนะ ผมยอมรับว่า ถึงจะไม่มีแฟนเลย แต่ผมก็กิ๊ก ๆ กะชาวบ้านเขาไปทั่ว ไม่ใช่อะไรหรอก ผมอยากจะมองหาคนที่ผมคิดว่าใช่ และมาเป้นคนที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเจอแล้วหรือยัง

ถ้ามีสาว ๆ มาให้ท่า ยอมมีอะไรด้วยนี่ แหม ผมก็ผู้ชายนะ แต่มันก็ต้องคิดกันนิดนึงว่า มันมีอะไรตามมาหรือเปล่า ถ้ามีอะไรกันแล้วไม่ผู้มัด จบ ๆ กันไป มันก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีอะไรไปด้วยแล้ว มีแต่ปัญหาตามมา ต่อให้สวยปานนางฟ้า ผมก็ไม่เอา

ยิ่งตอนนี้ ผมจบเมืองนอกมา ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้ว ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสอะไรนักหรอกนะครับ แม้แต่เรื่องภาษาอังกฤษ มีคนไทยอีกหลายคนที่ไม่เคยไปเรียนต่างประเทศแต่เก่งภาษาอังกฤษกว่าผมเยอะ แต่คนเรามันห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ ผมไม่รู้หรอกครับ อาจจะมีคนที่คิดว่าผมรวย (จริงจริงแล้วจนหว่ะ ที่รวยหน่ะพ่อ ไม่ใช่ผม) หวังจะมาจับผม ดังนั้น ยิ่งต้องระวังใหญ่

เรื่องจับผู้ชาย อย่าคิดว่าผมพูดตลกหรือคิดไปเอง ญาติผมโดนมาแล้วครับ เพราะพี่แกจบวิศวกรรมศาตร์หลักสูตรอินเตอร์ จึงถูกมองว่าน่าจะมีฐานะ และก็มีสาวมาจับแกได้ครับ ทุกวันนี้ ขอพูดเลยว่าชีวิตพี่แกมีแต่หนี้สินโดยไม่รู้ตัว เอาบัตรเครดิตไปให้เมีย ใช้แล้วสองคนก็รูดเงินกันสนุกมือเลยครับ โดยเฉพาะเมียของพี่แก จะเอานั่นเอานี่เป็นหนี้ธนาคารก็หลายหมื่นอยู่ครับตอนนี้

ถ้าอยากจะมีแฟนสักคน แน่นอนว่า เธอคนนั้นต้องไม่มาเพราะว่าวุฒิต่างประเทศของผม หรือเพราะคิดว่าผมรวย (จนเฟ้ย)  แต่รักผมเพราะผมเป้นผม (แน่นอนที่สุดว่า อย่ามาห้ามผมกินเหล้าด้วย ไม่เลิกเฟ้ย)

มันอาจจะดูลำบากนะ  แต่ผมคิดว่าคุ้มหล่ะ ถ้าสุดท้าย ผมได้คู่ชีวิตที่ดีจริงจริงตามที่หวังเอาไว้ และสุดท้าย ถ้ามีแฟนแล้วมันจะมีแต่ปัญหา อย่ามีเลยดีกว่้า จริงไหม?

---------------

 ผู้ชายเลวกว่าหมา หรือ ผู้หญิงร้ายกว่าเสือ นั้น จริงจริงแล้ว ผมว่าบางครั้ง คนเราก็ด่วนมือไวใจเร็วกันไปเอง บางที รีบ ๆ กันเกินไป ยังไม่ทันดูอะไรให้ดี ก็ตกลงใจกันไปแล้ว และผลลัพท์ที่ออกมา พอมันไม่เป็นไปอย่างที่คิด ก็พยายามหาทางแก้ตัวกันต่าง ๆ นานา ว่าอีกฝ่ายแหละเลว เพื่อปกป้องความรู้สึกล้มเหลวของตัวเองไป

ลองใจเย็นกันให้มาก ๆ พิจารณาให้ถ้วนถี่สิครับ แล้วคุณจะพบว่า บางครั้ง ผู้ชาย/ผู้หญิงที่แสนดี อาจจะเข้ามาในชีวิตเราตั้งนานแล้ว เพียงแต่เรามัวแต่ไปมองอะไรที่มันฉาบฉวยเกินไป ไม่มีความอดทนจนพลาดพลั้งไป

พี่ิชิ้น กับพี่กุ้ง นอกจากว่าจะดูใจกันมาเป้นสิบปีก่อนแต่งแล้ว ทั้งคู่ยังจัดได้ว่ามีลักษณะนิสัยที่เกื้อหนุนกันครับ โดยพี่ชิ้นนั้น เป้นคนที่รู้เยอะ สนใจศึกษาค้นคว้าและละเอียดถี่ถ้วน แต่กลับไม่กล้าตัดสินใจ ก็ได้พี่กุ้งนี่แหละครับที่เข้ามาช่วยตัดสินใจให้ ซึ่งพี่ชิ้นเองยังพูดเลยครับว่า ถ้าไม่ได้พี่กุ้งแกต้องแย่แน่ ๆ ครับ (ส่วนพี่กุ้งว่าไงผมไม่ทราบ ผมสนิทกับพี่ชิ้นมากกว่า ที่แน่นอนสุด ๆ คือ ทำอาหารอร่อยทั้งคู่)

เชื่อสิครับ ถ้าคุณใจเย็น อดทน มีวิจารณญาณ ใช้ทั้งสมองและหัวใจ ในการมองหาคู่แล้วไซร้ คุณจะพบว่า แท้จริงแล้ว คนดีที่เหมาะกับคุณหน่ะ มีอยู่จริงครับ


Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ