Summon-the-Heroes

 

 

 

ในโลกนี้จะมีสักกี่คนกันที่ได้รับการขนาดนามว่า "ไร้พ่าย"  เพราะแม้แต่แม่ทัพบกที่เก่งที่สุดในโลกอย่างนโปเลียนเอง ก็ยังแพ้เป็น แต่สำหรับในประวัติศาสตร์นาวีแล้ว ลี ซุนชิน แห่งโซซอนนับได้ว่าเป็นแม่ทัพเรืออัจฉริยะคนหนึ่งเลยทีเดียวครับ

นอกจากความสามารถทางทหารอันเอกอุแล้ว ลี ซุนชินเอง ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของคนที่มีความจงรักษ์ภักดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างสูงส่ง ชายผู้มีกำลังใจและสติปัญญาอันเข้มแข็ง  ไม่ย่อท้อต่อปัญหาและอุปสรรค์ใด ๆ

และนี่เองที่ทำให้เขาคือวีรบุรุษที่ชาวเกาหลีภาคภูมิใจครับ

------------------

 ลี ซุนชินเกิดในกรุงฮันโซง (ปัจจุบันคือกรุงโซล) แต่ก็มีอันต้องอพยพหนีไปยังอานซานเพราะพ่อของเขากระทำความผิด แต่ต่อมาได้รับการอภัยโทษ

ในวัยเด็ก เขาชอบเล่นเกมสงครามและฉายแววนักการทหารชั้นยอดมาแต่เล็ก แต่ในการสอบคัดเลือกนายทหาร เขากลับโชคร้าย ตกม้าขาหักจึงสอบตก แต่เขาก็พยายามสอบใหม่อีกจนได้รับการบรรจุเป็นนายทหารในที่สุด และถูกส่งไปประจำการทางภาคเหนือเพื่อรบกับพวกชนเผ่าหนู่เจิน (ต่อมาคือเผ่าแมนจู)  ซึ่งชอบลงมาปล้นสะดมชาวบ้านบ่อย ๆ ครับ

ลี ซุนชินมีความสามารถในการทหารสูง เนื่องจากเป็นผู้เชี่ยวชาญกลยุทธ์และมีความเป็นผู้นำสูง เขาสร้างผลงานอันลือเลื่องจากการวางแผนจับกุมหัวหน้าเผ่าหนู่เจินได้ครับ แต่เพราะว่าเขาเก่งและโดดเด่นเกินไป เขาจึงถูกขัดขาและใส่ร้ายป้ายสีจนกระทั่งถูกจับลงโทษและลดโทษลงไปเป็นทหารเลวครับ

แต่ก็นั่งแหละครับ เพชร ถึงจะอยู่ในโคลนตม แต่ก็ยังมันเป็นเพชรอยู่ดี และเขาก็ไต่เต้าจากทหารเลวขึ้นมาใหม่ได้อีกครั้งอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายเขาได้รับตำแหน่งผู้บัญชาการฝ่ายซ้ายแห่งจังหวัดทหารเรือจอนลาในที่สุด

ในสมัยนั้น กองทัพเรือเกาหลีไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าการปราบโจรสลัดญี่ปุ่น "วะโค" ครับ อีกทั้งกองทัพเรือโซซอนนั้น "ไม่เคย" ทำสงครามทางเรือกับชาติไหนมาก่อนเลยด้วยเรือรบหลักของกองทัพเรือโซซอนคือเรือรบชั้น พานโอ๊คซอน (ในภาพ) ถูกสร้างครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๐๙๘ ขับเคลื่อนได้ด้วยใบเรือและฝีพาย เรือมีสามชั้น ด่านฟ้าเรือชั้นบนสุดโล่งมีแท่นบัญชาการอยู่ตรงกลาง สำหรับบรรจุพลนาวิกโยธินสำหรับการรบระยะประชิดก ชั้นกลางเป็นชั้นสำหรับบรรจุพลปืนละปืนใหญ่ และชั้นล่างสุดบรรจุฝีพายครับ

แต่ถึงแม้จะเพียงแค่งานปราบโจรสลัด แต่ลีซุนชินก็ทุ่มเทจิตใจให้กับงานอย่างเต็มที่ด้วยการพัฒนาขีดความสามารถของราชนาวีโซซอนให้ขึ้นไปถึงขีดสุด ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีปืนใหญ่ ปรับปรุงยุทธวิธีการรบทางนาวี และสร้างอาวุธลับชิ้นหนึ่งขึ้นมา นั่นคือ เรือรบชั้น โคบุ๊คซอนอันแปลว่า "เรือเต่า" ครับ (รูปข้างล่าง)

เจ้าเรือเต่านี้ ถูกเรียกแบบนั้นก็เพราะว่า รูปร่างของมันเหมือนเต่าจริงจริง ครับ lโครงสร้างภายในและแบบแปลนของเรือเต่านั้น ได้สูญหายไปในประวัติศาสตร์ แต่ทว่า เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นเรือที่ขับเคลื่อนได้ด้วยทั้งฝีพายและใบเรือ มีปืนใหญ่เป็นอาวุธหลัก ซึ่งปืนใหญ่เหล่านี้ถูกติดตั้งบนกราบเรือ (ส่วนข้างของเรือ) กราบละ ๑๑ กระบอกและที่หัวเต่าด้านหน้าอีก ๑ กระบอก  ด่านฟ้าเรือถูกมุงหลังคาด้วยกระเบื้องเหล็กแปดเหลี่ยม ติดเหล็กแหลมเพื่อป้องการการปีนเรือของฝ่ายข้าศึกนอกจากนี้ หัวเต่ายังสามารถที่จะพ่นแกสกำมะถันเพื่อเป็นม่านควัน เพื่อก่อกวนข้าศึกครับ

นอกจากนี้ ในแง่ของยุทธวิธี ลี ซุนชินเองยงเป็นผู้ที่นำเอากระบวนทัพปีกกา (Crane Wing Formation) เข้ามาใช้ในกองทัพเรือเกาหลีอีกทั้ว ซึ่งแต่เดิมจะรบด้วยการจัดเรียงเรือเป็นแนวหน้ากระดาน และเข้าประจันบานกับข้าศึก มาเป็นการตั้งกระบวนโอบข้าศึกไว้ทั้งสองด้าน และระดมยิงปืนใหญ่ใส่ข้าศึกท่อยู่ตรงกลางครับ

ความตั้งใจของลี ซุนชินนั้น แต่เดิมมีเพียงแค่งานปราบสลัด แต่เขาเองก็คงไม่เคยคาดคิดว่าเขาจะได้นำเอายุทโธปกรณืและกองทัพเรือของเขาเข้าสู่สมรภูมิเพื่อการปกป้องอธิปไตยของชาติจากเงื้อมือของอริราชศัตรูครับ

----------------------------

 การรุกรานเกาหลีของญี่ปุ่น

หลังสงครามกลางเมืองของญี่ปุ่นสงบลงภายใต้การปกครองของโทะโยะโทะมิ ฮิเดะโยะชิ ญี่ปุ่นก็เริ่มแสวงหาอำนาจระดับภูมิภาคครับ และในเวลานั้น ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยทหารเจนศึกที่เคยมีประสบการณ์ในสงครามจริงมาจากยุคสงครามกลางเมืองญี่ปุ่น (เซ็นโกะกุ จิำได) มาแล้วทั้งนั้น

ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกครั้งแรกที่ปูซาน และทาแดจิน ในวันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2135 และใช้เวลาไม่ถึงเดือนในการรุกหกคืบเข้าถึงกรุงฮันโซงครับ 

ไม่ว่าจะในแง่ของยุทธวีธีและแสนยานุภาพแล้ว กองทัพบกโซซอนไม่ใช่คู่มือของญี่ปุ่นเลย ดาบญี่ปุ่นนั้น แม้ในปัจจุบันก็ยังคงเป็นที่ลือเลื่องในแง่ของประสิทธิภาพในสนามรบ อีกทั้งชุดเกราะของทหารญี่ปุ่นนั้น ถูกออกแบบมาให้แข็งแกร่งแต่มีความคล่องตัวสูง ในขณะท่ฝ่ายโซซอนนั้น แทบจะไม่ได้ช่วยป้องกันอะไรเลยเนื่องจากพวกเขาพยายามทำลายข้าศึกด้วยการยิงธนูจากระยะไกลมากกว่าครับ สำหรับธนูนั้น ธนูของเกาหลีมีความเหนือกว่าในแง่ของระยะยิงครับ แต่การจะได้พลธนูที่ชำนาญนั้นต้องใช้เวลาฝึกนาน อีกทั้งระยะยิงนั้น ด้อยกว่าปืนคาบศิลาที่ญี่ปุ่นนำมาใช้เป้นอาวุธประจำการในกองทัพครับ

แต่นั่นไม่เท่าไร เหล่าแม่ทัพนายกองฝั่งเกาหลีส่วนใหญ่ล้วนแต่หน้าตัวเมีย มักจะหนีทัพปล่อยลูกน้องและประชาชนประสบเคราะห์กรรมครับ

------------------------

 กองทัพเรือมาแล้ว

 ท่ามกลางหายนะของกองทัพบก รบกี่ครั้ง ๆ ก็แพ้ เคยชนะฝ่ายญี่ปุ่นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น บ้านเมืองอยู่ในสภาวะวิกฤ ระส่ำระสายการปรากฎตัวเข้ามาของราชนาวีโซซอนกลับกลายเป็นความหวังของชาวเกาหลีที่จะผ่านพ้นวิบากกรรมนี้ไปได้ครับ

ท่ามกลางการดำเนินกลยุทธอย่างชาญฉลาดของลี ซุนชิน กองทัพเรือโซซอนสามารถทำลายเรือญี่ปุ่นได้นับพัน และตัดเส้นทางลำเลียงเสบียงของญี่ปุ่นครับ และเมื่อญี่ปุ่นไม่มีข้าวกินก็รบต่อไปไม่ได้

พูดไปแล้วอาจจะหาว่าโม้ กองทัพเรือโซซอนภายใต้การนำของลี ซุนชินนั้นจมเรือรบญี่ปุ่นได้นับพันในขณะที่เขาไม่เคยเสียเรือลบเลยสักลำเดียวครับ

ดังนั้น ชื่อของลี ซุนชินจึงเป็นชื่อที่ทำให้ญี่ปุ่นต้องอกสั่นขวัญแขวน และเป็นหนามยอกอกฝ่ายญี่ปุ่นตลอดมา

-----------------

 โดนใส่ร้าย (อีกแล้ว)

 ครับ ฝั่งญี่ปุ่นเมื่อรู้ว่าตัวเองสู้กับลี ซุนชินในทะเลไม่ได้ ก็หันมาเล่นบนสนามการเมียแทนครับ โดยฝ่ายญี่ปุ่นส่งสายลับสองหน้าไปปล่อยข่าวใหญ่เกาหลีว่ากองเรือญี่ปุ่นจะเดินทางมายังเวลาและสถานที่ที่แน่นอน โดยพวกเขารู้ว่าลี ซุนชินต้องไม่มาแน่ ๆ เพราะสถานที่แห่งนั้นเป็นจุดอันตรายต่อการเดินเรือและฝ่ายเกาหลีเสียเปรียบ และก็เป็นตามคาดครับ ลี ซุนชินปฎิเสธพระบรมราชโองการออกรบจึงถูกจับยัดตารางอีกครั้งครับ

ถูกยัดตาราง นั่นยังไม่เท่าไร ลีอี คู่ปรับของเขาก็ถือโอกาสใส่ร้ายเขาอีกว่าอู้งาน เฉื่อยชา และขี้เหล้าครับ 

ร่วงจากนายพลไปนอนในซังเต แถมโดนเอาไปเป็นทหารเลวอีกต่างหาก ซวยจริงจริง

แต่ก็ยังโชคดีอยู่ครับว่า ใคร ๆ ก็รู้ว่าลี ซุนชินเป็นใคร อีกทั้งกิตติศัพท์ในความกล้าหาญและความเมตตากรุณาต่อลูกน้องของท่านเป้นที่เลื่องลือนัก ดังนั้น ถึงจะเป้นทหารเลวก็จริง แต่บรรดานายกองก็ยังให้ความเคารพยำเกรงครับ

สำหรับลีอีนั้น พอได้นั่งตำแหน่งของลี ซุนชินสักพัก ก็ออกไปรบกับญี่ปุ่นตามที่ได้ข้อมูลลวงมา และถูกญี่ปุ่นตัดคอตายในการรบครับ แต่ถ้าตัวพี่แกตายไปก็คงไม่เท่าไร แต่นี่พาเรือรบอีกหลายร้อยไปพบกับหายนะด้วยนี่สิ

หลังยุทธนาวีที่ชองแคบชีลชอนลยอง อันเป็นชัยชนะทางทะเลครั้งแรกและครั้งเดียวของญี่ปุ่นตอดการรุกรานนี้ ราชนาวีโซซอนเหลือเรือรบเพียง ๑๓ ลำ ซึ่งรอดมาได้เพราะการหนีทัพครับ

แน่นอนว่า เพราะความปราชัยครั้งนี้  ลี ซุนชินจึงได้รับการปล่อยตัวอีกครั้งให้กลับมารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือดังเดิม แต่เพราะเรือรบเหลือเพียง ๑๓ ลำ ทางราชสำนักจึงสั่งให้เขาโอนกำลังไปขึ้นกับกองทัพบก

อย่างไรก็ตาม ลี ซุนชินกลับมีหนังสือกราบทูลกลับไปว่า "ตราบใดที่ข้าพระพุทธเจ้าและราชนาวียังคงอยู่ ญี่ปุ่นจะไม่มีโอกาสได้มาเหิมเกริมในทะเลตะวันออกอย่างแน่นอน พระพุทธเจ้าข้า" และลี ซุนชินก็นำกองเรือของเขาไปยังช่องแคบมลองยองครับ

ที่นั่น ฝ่ายญี่ปุ่นมีเรือรบอยู่ถึง ๑๓๓ ลำ และเรือขนส่งไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ลำ (ถึงจะเรือขนส่งแต่ก็ติดอาวุธนะจ๊ะ) ลี ซุนชิน ที่เพิ่งออกจากคุกมีเรือรบเพียง ๑๓ ลำ และจมเรือญี่ปุ่นได้ถึง ๓๑ ลำ อีก ๙๒ ลำใช้งานไม่ได้เสียทหารไปร่วม หมื่นสองพันนาย

ส่วนฝ่ายเกาหลีนั้นเล่า เจอกองกำลังที่มีมากกว่าขนาดนั้นก็มีเสียหายมั่งแหละครับ มีทหารถูกยิงตายไป ๒ นาย และบาดเจ็บสองคน ไม่เสียเรือเลยสักลำ เทพไหมหล่ะ

สุดท้าย ฮิเดะโยชิถึงแก่อสัญกรรม ญี่ปุ่นจึงถอนทัพกลับครับ และลี ซุนชินจึงส่งกองเรือตีไล่ครับ และท่านก็ถึงแก่อสัญกรรมที่นี่เอง

ในระหว่างที่รบกันอยู่นั้นเอง กระสุนปืนเจ้ากรรมก็หลงมาจากไหนก็ไม่รู้ ทะลุเข้าอกซ้ายของท่านจนท่านร่วงลง ทหารคนสนิทสามนายจึงพาท่านหลบลงใต้ท้องเรือครับ คำพูดสุดท้ายของท่านคือ "การสู้รบดำเนินมาถึงขีดสุดแล้ว อย่าบอกใครว่าข้าตาย" และสิ้นใจไปครับ

หลานของท่านซึ่งเป็นทหารคนสนิทที่ได้อยู่ดูใจด้วย หยิบเอาชุดเกราะของท่านมาใส่ แล้วขึ้นไปตีกลองศึกอย่างบ้าคลั่งครับ เพื่อให้ทหารมีกำลังใจสู้รบต่อไปจนกระทั่งสงครามจบ ทหารทุกนายต่างตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดีในชัยชนะ แต่ทันทีที่ได้ทราบข่าวการจากไปของลี ซุนชิน แม่ทัพขวัญใจของพวกเขา บรรยากาศกลับกลายเป็นโศกเศร้าแทน

หลิง หรู่ซ้ง แม่ทัพจีนที่ถูกส่งมาช่วยราชการสงครามในครั้งนี้ เมื่อได้ข่าวการจากไปของแม่ทัพลียังเสียใจจนสลบไปถึงสามครั้ง  อีกทั้งเขียนบันทึกสดุดีลีซุนชินเป้นอันมากครับ

----------------

 เกียรติยศที่ได้รับ

แน่นอน ระดับวีรบุรุษเช่นเขา ย่อมได้รับการยกย่องมากมายครับ ราชสำนักโซซอนแต่งตั้งราชทินนนามและตำแหน่งให้เขาดังนี้ครับ

  • "ชุงมูโกง"(Chungmugong,충무공, 忠武公, ขุนศึกผู้จงรักษ์) 
  • "ซอนมู อีลตืง โกงชิน" (Seonmu Ildeung Gongsin, 선무일등공신, 宣武一等功臣, นายทหารผู้ควรได้รับการยกย่องชั้น1แห่งราชวงศ์โซซอน)
  • "โงงจิจอง" (Yeongijeong, 영의정, 領議政, Prime Minister, มหาเสนาบดี)
  • "ตอนพูง ปูวอนกุง" (Deokpung Buwongun, 덕풍부원군, 德豊府院君, เจ้าชายแห่งราชนำนักจาก ตอนพูง)

สำหรับราชสำนักหมิงที่ส่งทหารมาร่วมรบด้วยนั้น สมเด็จพระจักรพรรดิว่านลี่เองก็ทรงพระราชทานตำแหน่งให้"จอมพลเรือแห่งจักรวรรดิหมิง"ด้วยครับ

----------------

 Yi Sunshin Forever

 ในแวดวงประวัติศาสตร์นาวีนั้น ลี ซุนชินได้รับการยกย่องอย่างมากมาย นายพลเรือ จอร์จ อเล็กซานเดอร์ บัลลาร์ด แห่งราชนาวีอังฤษยกย่องลีซุนชินในฐานะนายทหารผู้ยิ่งใหญ่ และเปรียบเทียบเขากับ โฮราทีโอ เนลสันแห่งอังกฤษ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยครับที่จะให้พวกหัวสูงอังกฤษยอมรับในชายชาวเอเชียคนหนึ่ง

 และแม้แต่แม่ทัพเรือจักรวรดินาวีญี่ปุ่นผู้มีชื่อเสียงจากสมครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นอย่างพลเรือเอกเทสซึทาโร่ ซาโต้ เองก็ยังกล่าวยกย่องเขาเอาไว้เสียมากมาย ถึงกับพูดว่า จะเอาท่านไปเปรียบเทียบกับเนลสันก็ได้ แต่อย่าเอาเขาไปเทียบกับ ลี ซุนชิน เพราะลี ซุนชินนั้นเหนือกว่าเขามาก "เขาคือผู้บัญชาการทางทะเลผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง และเป็นผู้เชี่ยวชาญงานยุทธนาวีของ 300 ปีที่ผ่านมา"

สำหรับชาวเกาหลีในปัจจุบันนี้นั้น ลี ซุนชีนคือวีรบุรุษอันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัยครับ

สุดท้ายนี้ นี่คือวาทะของลี ซุนชินครับ

"ถ้าเราหวังที่จะสู้จนตัวตาย เราจักมีชีวิต แต่ถ้าไม่แล้ว เราจักตายอย่างไร้ค่า"

 

-----------------------

อ่านเพิ่มเติม 

อ่านได้จากวิกิพีเดียครับ ผมแปลเองครับ

edit @ 12 Oct 2009 21:07:28 by Brandy Frisky

And the Band Played Waltzing Matilda

posted on 06 Oct 2009 05:57 by capt-stg  in Australia, Summon-the-Heroes

 

Proclaim

บล็อกวันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทความ "2 ปีแห่งการจากไปของ ตชด. คนกล้า" ของคุณเจ้าชายน้อย เพื่อรำลึกถึงเลือดทุกหยดเหงื่อทุกหยาดที่สละเพื่อผู้อื่น

เพลงนี้เป็นเพลงของออสเตรเลียก็จริง แต่แต่งเพื่อรำลึกถึงทหารกล้าที่สละเลือด เหงื่อและร่างกายเพื่อประเทศชาติมาเช่นกัน และเคยถูกใช้ในแคมเปณการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัญอเมริกาในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยวุฒิสมาชิก บ๊อบ เครเรย์ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกด้วย (อ้างอิง)

เนื้อร้องอันเป็นต้นฉบับ สามารถอ่านได้จากลิงก์นี้ (ไฟล์ PDF) แต่ผมจะแปลให้ข้างล่างครับ สำหรับคลิปข้างล่าง เป็นคลิปที่ผมเลือกแล้วว่าได้อารมณ์ที่ต้องการที่สุดครับ

เนื่องจากเพลงนี้มีความเกี่ยวข้องกับส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย ดังนั้น ผมจะเขียนส่วนอธิบายแยกจากเนื้อเพลงเพื่อไม่ให้คุณสะดุดเวลาอ่านด้วยการใส่เครื่องหมาย [n] อันหมายถึง คำอธิบายที่ n นะครับ

---------------------

 

-------------------------

แปล

 ตอนที่ฉันยังเป็นหนุ่มฉันแบกถุงเดินทาง [1]

 และใช้ชีวิตอิสระเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ

จากบริเวณลำน้ำมูร์เรย์ [2] อันเขียวชะอุ่มไปจนถึงเอาท์แบ๊ค [3]

เดินทางร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ [4]

จากนั้นในปี ค.ศ. ๑๙๑๕ ประเทศฉันก็พูดว่า ลูกเอ๊ย

หมดเวลาเดินเล่นแล้วลูก มีงานต้องทำ

ดังนั้นพวกเขาก็ส่งหมวกดีบุกกับปืนให้ฉัน

จากนั้นก็นำฉันไปสู่สงคราม

 

จากนั้นวงก็บรรเลงเพลง Waltzing Matilda [4]

และเรือก็ออกเดินทางจากท่า

และฝูงชนก็ตะโกนโห่ร้อง โบกธงและร้องไห้  พวกเราเดินทางไปกาลิโปลี [5]

 

และฉันยังจำวันอันสุดแสนจะเลวร้ายนั่นได้ดีเลย

 จำได้ว่าเลือดของพวกเราเปื้อนทรายและน้ำยังไง

และนรกในอ่าวซูลวา[6]เป็นยังไง

พวกเราเป็นเหมือนแกะถูกเชือดในโรงฆ่าสัตว์

ฝั่งตุรกีรอคอยพวกเราและพวกเขาก็เตรียมตัวมาอย่างดี

เขาสาดเราด้วยกระสุดปืืนและถล่มเราด้วยปืนใหญ่

และในห้านาทีนั่นแหละ เขาก็ส่งพวกเราทั้งหมดลงนรก

แรงยิงแทบจะเป่าพวกเรากระเด็นกลับถึงออสเตรเลียแหน่ะ

 

และวงก็บรรเลงเพลงวอลท์ซิง มาทิลดา เมื่อพวกเราหยุดฝั่งศพฝ่ายเรา

เราฝั่งศพฝ่ายเรา พวกเติร์ก (ตุรกี) ก็ฝั่งศพพวกเขา แล้วเราก็เริ่มรบกันใหม่อีกที

 

และพวกที่เหลืก พวกเราพยายามเอาชีวิตรอด

ในโลกแห่งเลือด ความตายและการรบที่บ้าคลั่ง

 และสำหรับในช่วงสิบสัปดาห์ที่ยาวนาน ฉันยังคงมีชีวิตรอด

และรอบ ๆ ฉันก็มีศพที่กองสุมกันสูงขึ้นเรื่อย ๆ

จากนั้นปืนใหญ่ของพวกเติร์กก็ซัดฉันจนคมำ

และเมื่อฉันตื่นบนเตียงพยาบาล

และฉันเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันคิดว่าฉันกำลังจะตาย

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีอะไรที่เลวร้ายไปกว่าการตายอีกแล้ว

 

ที่ ๆ ฉันจะไป ไม่มีอีกแล้ว "วอลท์ซิง มาทิลดา" ซึ่งรายล้อมไปด้วยพุ่มไม้เขียวขจีซึ่งอยู่ไกลและเสรี

การจะแบกเต้นท์กับหมุด คนต้องการขาสองข้าง

ไม่มีอีกแล้ว (การเดินทางร่อนเร่แบบ) "วอลท์ซิง มาทิลดา" 

 

พวกเขารวม คนพิการ คนเจ็บไว้ด้วยการ [7]

และพวกเขาก็ส่งเรากลับบ้าน ออสเตรเลีย

บางคนไร้ขา ไร้แขน ตาบอด เป็นบ้า [8]

เหล่าวีรบุรุษที่บาดเจ็บอย่างภาคภูมิใจจากสมรภูมิแห่งซุลวา [6]

และเรือของเราก็เดินทางขึ้นเทียบท่าที่เซอร์คูลาร์ คีย์ [9]

ฉันมองไปยังที่ ๆ ฉันเคยยืนอยู่

และขอบคุณพระเจ้าไม่มีใครมารอฉันเลย

เพื่อแสดงความเสียใจ โศกเศร้า และปลอบโยน

 

แต่วงก็บรรเลง "วอลท์ซิง มาทิลดา" ระหว่างแบกพวกเราลงยังทางเดิน

ไม่มีใครเชียร์เรา พวกเขาแค่ยืนและจ้องมอง

จากนั้นก็เบือนหน้าหนีไป

 

จากนั้น ทุก ๆ เมษายน [10] ฉันนั่งบนที่นั่งของฉัน

 และมองขบวนแห่ผ่านหน้าฉัน

และฉันเห็นอดีตสหายศึก เห็นว่าเขาเดินกันอย่างภูมิใจยังไง

การกลับมาของเกียรติยศแห่งวันวาน

และพวกแก่ ๆ เดินช้า ๆ กระดูกพวกเขามันผุหมดแล้ว

พวกเขาคือวีรบุรุษแก่ ๆ ที่เหนื่อยล้าจากสงครามที่ถูกลืม

และพวกคนหนุ่ม ๆ ก็ถามว่า พวกแก่ ๆ นี่จะเดินแห่กันไปทำไม?

และฉันก็ถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกัน

 

แต่วงก็ยังบรรเลง "วอลท์ซิง มาทิลดา" และคนแก่ก็ยังคงตอบรับคำเรียกขาน

แต่เพราะปีต่อปีผ่านพ้นไป จำนวนคนแก่ก็ลดน้อยลงไป

วันหนึ่งคงจะไม่มีใครมาเดินแห่อีกต่อไป

 

วอลท์ซิง มาทิลดา  วอลท์ซิง มาทิลดา  ใครจะมาร่วมเดินทางกับฉัน

และเหล่าผีทหารผ่านศึกอาจจะได้ยินในยามที่พวกเขาเดินผ่านหนองน้ำ [11]

ใครจะมาร่วมเดินทางกับฉัน (วอลท์ซิง มาทิลดา)

-----------------------

อธิบาย

[1] pack ในสแลงออสหมายถึงเป้ แบคแพค)

[2] Murray หมายถึงระบบแม่น้ำมูร์เรย์ อันเป็นแหล่งน้ำสำคัญของรัฐเซาท์ ออสเตรเลีย และรัฐวิกตอเรีย

[3] Outback หมายถึงดินแดนทะเลทรายกลางแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลีย

[4] Waltzing Matilda คือเพลงที่กล่าวถึงคนเร่เดินทางไปเรื่อย ๆ และขโมยแกะชาวบ้านกินจนโดนตำรวจจับ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวออสเตรเลียยุคก่อน และชาวออสเตรเลียก็นิยมเพลงนี้มาก ๆ จนร้องกันบ่อยจึงจัดได้ว่าเพลงชาติอย่างไม่เป็นทางการของออสเตรเลีย ส่วนเพลงชาติอย่างเป็นทางการคือ Advance Australian Fair ครับ

[5] Gallipoli คือชื่อแหลมกาลิโปลีในตุรกี ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (การทัพกาลิโปลี) ซึ่งจบลงด้วยความปราชัยของฝ่ายสัมพันธมิตร (ถึงจะคุยว่าหนีได้อย่างมีชั้นเชิงก็เถอะ) ซึ่งสำหรับ เซอร์ วิสตัน เชอร์ชิล ผู้รับผิดชอบในปฎิบัติการทางทหารครั้งนี้แล้ว นี่คือจุดด่างพร้อยในประวัติของเขา แต่สำหรับชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์แล้ว นี่เป็นสมรภูมิแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา อันเป็นที่มาของวัน ANZAC Day หรือวันทหารผ่านศึกสำหรับทั้งสองชาตินี้ เพื่อรำลึกถึงผู้ที่ต้องไปสังเวยชีวิตในสงครามเพื่อประเทศชาติ (ถึงแม้จะแพ้มาก็เถอะ)

[6] อ่าวซูลวา เป็นส่วนหนึ่งของแหลมกาลิโปลี ซึ่งมีความสำคัญในฐานะจุดยกพลขึ้นบกของกองทัพอังกฤษ ไม่ใช่ของกองทัพออสเตรเลียนิวซีแลนด์ จุดนี้เป็นจุดที่ผู้แต่งเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากประวัติศาสตร์

 [7] crippled คนพิการที่เสียแขนและ/หรือขา wounded คนบาดเจ็บ maimed คนที่บาดเจ็บอย่างหนัก

[8] บางคนทนรับสภาพที่โหดร้ายของสงครามไม่ได้และเป็นบ้า เรียกอาการทางจิตนี้ว่า Shell Shock

[9] Circular Quey ชื่อบริเวณอันเป็นท่าเรือทางตอนเหนือของเมืองซิดนีย์ เป็นที่ตั้งของทั้ง สะพานฮาเบอร์ และซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ อันโด่งดัง

[10] วันที่ ๒๕ เมษายน เป็นวัน ANZAC Day หรือวันทหารผ่านศึกของออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์

[11] ฺBillabong เป็นสแลงออกซี่ หมายถึงหนองน้ำ

-----------------------------

 แด่เหล่าผู้กล้าทุกชาติที่อุทิศตนเพื่อผู้อื่นไม่ว่าจะจากชาติไหน

ขอประนามและสาปแช่งเหล่าพวกกระหายเลือด บ้าสงคราม  อันเป็นเหตุให้เกิดการหลั่งเลือดพลีชีพอันมีค่า

ขอก่อด่าพวกที่คิดจะทำสงครามโดยไม่จำเป็น

ขอเตือนเหล่าผู้หลงผิด คิดว่าสงครามคือเกียรติยศ

และสุดท้าย ขอหวังว่าวันหนึ่ง คำว่าประเทศจะหมายถึงเพียงเขตแดนของกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยกซึ่งชนชาติและศาสนาอีกต่อไป

เหล่าวีรชนเอ๋ย จงไปสู่สุขติเทอญ

 

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ