Stupidities

 

 

"ในกระบวนการยุติธรรม นอกจากเรื่องอิทธิพลและพลังลึกลับแล้ว แพะรับบาปคือภาพสะท้อนของความมักง่ายของกระบวนการ"

 

--------

 

การกัดเซาะของตลิ่งนั้นคือปรากฎการธรรมชาติที่ดำเนินต่อเนื่องมานานนับล้าน ๆ ปี มีมาก่อนการถือกำเนิดของโลกเสียด้วยซ้ำไป ส่วนใหญ่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่บางครั้งกลับกลานเป็นสถาปัตยกรรมธรรมชาติอันงาดงาม เช่นเกาะตะปูในบ้านเรา

 

ในช่วงระยะเวลานี้ หลายคนเริ่มพูดถึงการกัดเซาะตลิ่งบางขุนเทียนรวมไปถึงสื่อมวลชน และแน่นอน ทุกคนกล่าวโทษ"ปรากฎการโลกร้อน" ด้วยเหตุนี้ มันจึงตกเป็นจำเลยของสังคมอย่างช่วยไม่ได้ครับ

 

ทั้ง ๆ ที่คนร้ายตัวจริงนั้น คือคลื่นทะเลและการกัดเซาะตามธรรมชาตินั้น ยังคงลอยนวลอยู่ต่อไป

 

เคยลองตะโกนใส่ถังปี๊ปหรือในอุโมงค์ไหมครับ เราคงทราบดีว่าจะมีเสียงก้องเนื้องจากเสียงนั้นจะสะท้อนไปมา

 

และนั่นคือสภาพที่เกิดขึ้นในอ่าวไทยเช่นกัน เพียงเปลี่ยนคลื่นเสียงเป็นคลื่นทะเลครับ

 

ในทางฟิสิกส์ คลื่นนั้นมีจุดพึงพิจารณาอยู่สองจุดคือจุดที่คลื่นมีขนาดต่ำสุดและสูงสุด เรียกว่า บัพ (node) และ ปฎิบัพ (antinode) ครับ แะเมื่อคลื่นตั้วแต่สองลูกเข้ามาชนกัน อาจจะเกิดการหักล้างกันเอง หรือเสริมขนาดกันและกันตามแต่จัหว่ะ

 

อย่างไรก็ตาม จุดที่ปฎิบัพของคลื่นเข้ามาปะทะกัน คือจุดที่คลื่นมีอำนาจในการทำลายล้างสูงที่สุด และบางขุนเทียนก็ดันไปอยู่ตรงนั้นพอดี

 

ปรากฎการณ์นี้ โลกร้อนไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วยเลย แต่มันกลักลายเป็นแพะรับบาปไป

 

--------

 

การตระหนักถึงภัยคุกคามของโลกร้อนเป็นสิ่งที่ดี แต่เรื่องนี้ย่อมถือว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ถูกต้อง

 

แค่เพียงสมมติฐานก็ผิดแล้ว ใยถามถึงผลลัพธ์

 

-------

 

การแก้ปัญหาตลิ่งพัง ระยะสั้น คือการโยนหินสร้างแนวป้องกันคลื่นแบยชุ่ย ๆ แบบที่ กทม เคยทำเมื่อหลายปีก่อน (แล้วเบื่อเลิกทำ)

 

ระยะยาวคือการเชิญผู้เชี่ยวชาญเข้ามาสืบหาวิธีที่จะทำให้บางขุนเทียนพ้นสภาพจุดรวมของปฎิบัพของคลื่น

 

โครงการสร้างทางเชื่อมข้ามทะเลจากอีสเทิร์นซีบอร์ดสู่ประจวบที่เคยมีและถูกพับเก็บไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนนั้น มีสิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่ประการหนึ่งคือ นักวิชาการไทยสามารถสร้างแบบจำลองคลื่นทะเลของอ่าวไทยได้ทั้งอ่าว อีกทั้งสังมีความสามารถที่จะคำนวนได้ว่าเสาค้ำยันถนนในทะเลนั้น จะทำให้คลื่นมีความเปลี่ยนแปลงอย่างไร และสามารถคำนวนหาวิธีแก้ไขได้ครับ

 

ใยไม่เชิญนักวิชาการเหล่านั้นมาแก้ปัญหานี้เสียหล่ะ ? นักการเมียไทยจะมีปัญญาคิดเรื่องแบบนี้ออกไหม ? หรือสมองพวกพี่แกคิดออกแค่ว่าจะหลอกรากหญ้าอย่างไรต่อไป ?

 

ป.ล. ใช้มือถือเขียน คงจะมีพิมพ์ผิดเยอนะครับ ขออภัย

edit @ 2 Dec 2009 09:50:56 by Brandy Frisky

 

วันก่อนไปเดินเล่นแถวสยามครับ ไปเดินดูหนังสือคู่มือการใช้โปรแกรม ANSYS ที่ศูนย์หนังสือจุฬา เสียดายไม่มีขาย เซ็งไป แต่อย่างไรก็ตาม ตอนนั่งรถไฟฟ้ามาครับ ผมกำลังต่อแถวจะเข้าช่วงเสียบบัตร พอดีกำลังมองไปอีกข้างนึง แล้วหันมาอีกที มีตาลุงที่ไหนก็ไม่รู้เดินเข้ามาเสียบแซงผมแล้วจากไป

แม่งมารยาททรายหว่ะ !

------------------------------------------

เมื่อวานเช้า พอดีตื่นช้าไปนิดเลยไม่ว่างจิบกาแฟยามเฃ้าที่บ้านเลยซื้อกาแฟกระป๋องที่เซเว่นมาดื่มแทน

ครับ มีคนมาจ่ายเงินก่อนที่เคาท์เตอร์จ่ายเงิน เรา ถึงจะรีบและหงุดหงิด (เรื่องปกติยามเช้าของผม ขี้หงุดหงิด และเบลอ ๆ เอ๋อ ๆ ) แต่เราก็รอครับ ตามมารยาท

เราต้องรู้จักมีความอดทนอดกลั้นครับ

แต่

ในระหว่างที่รอ ก็มีผู้หญิงคนนึงครับ จ้อง ๆ มอง ๆ แถวนั้น แต่ไม่มาเข้าแถว และพอคนข้างหน้าผมเดินออกไป เธอก็มาเสียบครับ

ใช่ครับ คนเราต้องมีความอดทน แต่ว่า กับเรื่องไม่เป็นธรรมกับตัวเองนี่ อย่าไปอดทนกับพวกมันครับ

ดังนั้นผมจึงแค่นเสียงหนัก ๆ ออกไปครับ "หือ!"

ได้ผลครับ อีเจ๊ตัวดำ หันมาทำหน้าเอ๋อ ๆ ใส่ผมครับ (ทำงี่เง่าไม่รู้เรื่อง มึงโดนกุโวยแน่)

ปกติผมนี่ ภายนอกชาวบ้านที่ไม่รู้จักมักจะบอกว่าผมหน้าดุ (ตัวจริงออกจะน่ารัก แต่ที่แน่ ๆ หน้าตาดี) แต่เช้า ๆ นี่ ผมกำลังหงุดหงิดอาจจะดูโหดกว่าเดิมด้วยมั้ง

ที่แน่ ๆ โมโหครับ มาแซงข้า ฯ ได้ไง

ครับ อีเจ๊สำลีเธอทำเป็นพูดกับพนักงานเก็บเงินครับว่า "พี่เขามาก่อน" แต่ตาหันมามองผม หน้าประมาณว่า "งงวุ้ย ปกติกูรอด ทำไมไอ้ห่านี่แม่งเล่นกูวะ"

ผมก็พูดแบบกระแทกเสียงว่าสำลีครับว่า "มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วหล่ะครับ"

แล้วผมก็จ่ายเงินไป

อย่างไรก็ตามนะครับ "มารยาททรามหว่ะ"

--------------------------------

จากเรื่องเหล่านี้ กลับ ๆ มาคิด ๆ ดูแล้ว ไม่ว่าจะนิสัยชอบขับรถปาดหน้าชาวบ้านเขา แซงซอกแซก เบียดเสียด แซงแถวลัดคิว ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่คนไทยในกรุงเทพหลายคนทำกัน ซึ่งเรื่องพวกนี้นั้น มีความเหมือนกันอย่างนึงว่า "มารยาททราม" ครับ

ดังนั้น ผมมีคำถามครับ

"คนไทยมารยาททรามหรือเปล่า ?"

ที่แน่ ๆ  ผมขอเสนอให้มีการจัดทำหนังสือ "สมบัติผู้ดี" ขึ้นมาใหม่ เพื่อปลูกฝังมิให้เยาวชนรุ่นหลังจากนี้ มิให้มารยาททรามเหมือนคนในรุ่นเราครับ

แต่มันก็อาจจะยากเนอะ เด็กมันดูและทำตามในสิ่งที่เขาเห็นผู้ใหญ่ทำหนิเนอะ

หรือว่าเราจะยอมรับนิสัยมารยาททราม ๆ แบบนี้กันต่อไปดีหล่ะ

------------------------------

ในออสเตรเลีย บางทีก็มีพวกมารยาททรามแบบนี้เหมือนกันนะครับ เพียงแต่ว่า พวกฝรั่งมันกล้าที่จะด่าคนที่มารยาททรามครับ

ผมเคยผลักอกแขกที่มาลัดคิวขึ้นรถเมลแล้วด่าด้วยครับ

"มึงเห็นแถวไหมวะ?"

(ปกติแล้วจะเดินเอาตัวกันพวกมันไม่ให้ลัดคิวมากกว่า)

--------------------------------

สุดท้ายนี้ ผมจะบอกว่า ผมลืมแลปท็อปไว้ที่ภูเก็ตครับ ตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่ามันไปอยู่ที่ไหน TT แถมเมื่อวานดันกดปุ่มมือถือผิด (ไปลงภาษาไทยมาแล้วได้โปรแกรมแถมมาบานเลย)

รูปที่ไปปีนเครนสูง 15 เมตรมา หายเกลี้ยงเหี้ยนเต้เลยครับ TT

ดังนั้น ขออภัยอย่างสูงครับ เพราะฃ่วงนี้จะมา ๆ หาย ๆ ไ ม่ถี่เพราะไม่สะดวกครับ

 

บล็อกวันนี้มีการใช้คำหยาบคาบ รับไม่ได้ ไม่ควรอ่าน

 

วันนี้พอดีเห็นโฆษณาเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของประเทศไทยว่าขึ้นอันดับสามของโลก แล้วมีการรณรงค์ไม่ให้คนใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์กันครับ

ก่อนอื่น มีอะไรจะเล่าให้ฟังเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่เป็นการสนทนากันระหว่างผมกับ โจซ เมทเก่าของผมเมื่อครั้งผมยังอยู่ออสเตรเลียครับ

โจซ เป็นฝรั่งหัวทอง ชาวออสซี่แท้ มาจากซิดนีย์ (แต่เกิดที่ปีนัง) เป็นวิศวกรโยธาของกรมโยธาธิการ อายุ ๓๕ ปีครับ ใช่แล้ว หมอนี่เป็นข้าราชการหล่ะ วันนึง (ตอนมันย้ายเข้ามาใหม่ ๆ) มันก็คุยกับผมเรื่อง “community net” ครับ

โจซ : “ขี้เมา เน็ตบ้านเราใช้ยี่ห้ออะไรเหรอ ?”

ผม  : “อดัมหน่ะ

โจซ : “ว้าว เจ๋งเลย งี้ชั้นก็ใช้คอมมิวนิตี เน็ตได้สิ

ผม  : “คืออะไรเหรอ

โจซ : “ก็คือการที่เราสามารถเปิดไฟล์บางไฟล์ของเราให้คนอื่นมาโหลดได้ และเราก็ไปโหลดของคนอื่นมาได้เหมือนกัน

ผม  : “งี้ก็เหมือนกับพวกแชร์แวร์เลยสินะ แล้วโดยมากยูโหลดอะไรหล่ะ

โจซ : “หนังไง เนี่ย ฉันกำลังโหลดแฮรี พอตเตอร์ภาคล่าสุดมาดูอยู่เลย” (ตอนนั้นภาคนี้เพิ่งวางตลาดดีวีดี)

ผม  : “อ้าว แล้วแบบนี้ไม่เท่ากับละเมิดลิขสิทธิ์เหรอ

โจซ : “Who Care!” (ใครสนหล่ะ)

ผม  : “เนี่ย ที่บ้านฉันมีห้างขายพวกแผ่นเถื่อนเยอะแยะเลย ถูกด้วย ราคาแถว ๆ ห้าดอลเอง

โจซ : “โห ประเทศนายนี่มันสวรรค์ชัด ๆ

 

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าใคร ๆ ก็ชอบของถูก

 

 

โดยความเห็นส่วนตัวผม ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับการใช้ของมีลิขสิทธิ์นะ แต่มันก็ต้องว่ากันเป็นกรณี ๆไปอีกเหมือนกันแหละ ตัวอย่างเช่นผลงานบางอย่าง เช่น การลอกการบ้าน/รายงานคนอื่นมานั้น ผมไม่เห็นด้วยเพราะถือว่าผิดจุดประสงค์ในการทำการบ้าน/รายงาน อีกทั้งยังเป็นการกระทำอันไม่เกิดผลดีต่อตัวเราเองในระยะยาว คือ ทำให้ไม่เกิดการคิด สมองและความสามารถไม่ได้รับการพัฒนา อันนี้ ไม่เห็นด้วย

สำหรับกรณีแผ่นเพลงของศิลปินคนโปรดนั้น ส่วนตัวแล้ว ผมควักเงินซื้อแผ่นแท้มาฟังนะ เพราะว่าเพลงจากแผ่นแท้นั้น มีรายละเอียดของเสียงมากกว่าแผ่นไฟล์บีบอัดอย่าง mp3 แต่ที่สำคัญที่สุด เพราะพวกเขาคือศิลปินคนโปรด ผมยังอยากฟังเพลงของพวกพี่แกต่อไป ดังนั้น ผมไม่เสียดายการควักกระเป๋าซื้อแผ่นแท้ครับ เพื่อที่พวกพี่แกจะได้มีเงิน มีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานของพวกพี่แกกันต่อไป

แผ่นโปรแกรมลิขสิทธิ้เองก็เช่นกัน อยากให้พวกพี่แกมีเงินทุนไปพัฒนาสินค้า ก็ต้องช่วย ๆ พี่แกอุดหนุนกันหน่อย

 

แต่

 

ผมอยากจะให้พวกเราลองเปรียบเทียบประเทศไทยกับออสเตรเลียดังนี้ครับ

เวลาไปอยู่ต่างประเทศ พวกนักเรียนนอกมือใหม่ หรือ ผู้ที่เดินทางมาเที่ยวมักจะเข้าใจว่าราคาข้าวของในออสเตรเลียนั้นแพง ซึ่งสาเหตุนั้น มาจากอัตราแลกเงินนั่นเองครับ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ 1 ดอลลาห์ออสเตรเลีย/ 30 บาทไทย หรือพูดง่าย ๆ ว่า เงินสามร้อยบาทไทย ซึ่งเราสามารถใช้สั่งอาหารกินได้เต็มโต๊ะในบ้านเรานั้น เพิ่งจะได้เพียง 10 เหรียญ หรือ ข้าวหนึ่งจานเท่านั้นเอง (อันนี้เป็นอัตราของซิดนีย์ ในออสเตรเลียแต่ละรัฐจะมีค่าครองชีพไม่เท่ากัน)

 

เปรียบเทียบค่าอาหารต่อจาน

เมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในประเทศไทยเราคือ กรุงเทพ ฯ ราคาข้าวราดแกงห่วย ๆ ข้างทางคือจานละ ๓๐ บาท

เมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในออสเตรเลียคือ ซิดนีย์ ราคาข้าวตามฟูดคอร์ดห่วย ๆ คือจานละ ๑๐ เหรียญ

 

เปรียบเทียบราคาของมีลิขสิทธิ์

รายการ

ราคาแพงสุดในไทย

เทียบเป็นจำนวนข้าว

ราคาแพงสุดในออสเตรเลีย

เทียบเป็นจำนวนข้าว

เพลง

๖๐๐ บาท

๒๐ จาน

๖๐ เหรียญ

๖ จาน

วินโดวส์

๑๗๐๐ บาท

๔๗ จาน

๑๕๐ เหรียญ

๑๕ จาน

เกมคอม

๖๐๐ บาท

๒๐ จาน

๑๐๐ เหรียญ

๑๐จาน

แผ่นหนัง

๙๐๐ บาท

๓๐ จาน

๕๐ เหรียญ

๕ จาน

 

เปรียบเทียบรายได้

เงินเดือนเฉลี่ยวิศวกรจบใหม่ในไทย ๑๒,๐๐๐ บาท

เงินเดือนเฉลี่ยวิศวกรจบใหม่ในออสเตรเลีย ๔,๑๐๐ เหรียญ

เนื่องจากอัตราภาษีไม่เท่ากันจึงต้องปรับค่าหักภาษี

ภาษีเงินได้ของคนไทยขั้นต่ำ ๗% เหลือ ๑๑,๑๖๐ บาท หรือข้าว ๓๗๒ จาน

ภาษีเงินได้ขั้นต่ำของออสเตรเลีย ๒๗% เหลือ ๓,๘๑๓ เหรียญ หรือข้าว ๓๘๑ จาน

 

สรุปข้อมูล

จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นคร่าว ๆ แล้วนะครับว่า สินค้าลิขสิทธิ์บ้านเราราคาแพงกว่าออสเตรเลียมากเมื่อเทียบเป็นจำนวนข้าวในขณะที่อัตรารายได้ของวิศวกรสองชาตินั้น ไล่เลี่ยกัน ซึ่งถ้าเทียบเป็นแล้ว จะได้ว่า

รายการ

ไทยแพงกว่า

เพลง

๓.๓๓ เท่า

วินโดวส์

๓.๑๓ เท่า

เกมคอม

๒ เท่า

หนัง

๖ เท่า

รายได้วิศวกรจบใหม่

๐.๙๘ เท่า

 

วิจารณ์

ขอด่ารัฐบาลหน่อยเถอะ ไม่เห็นรึไงว่าสินค้าพวกนี้มันแพง ครั้นจะบอกว่าไม่ใช้ แล้วจะให้คนไทยทั้งชาติกลายเป็นคนโง่ดักดาน กลายเป็นมนุษย์ถ้ำตกโลกรึไงกัน รึจะให้กลับไปใช้ DOS กันดีหล่ะพี่ (ว่าแต่พวกพี่หน่ะ ใช้ดอสกันเป็นอ่ะเปล่า)

เอาเงินภาษีที่ใช้โฆษณาไอ้งี่เง่านี่ไปทำอย่างอื่นเหอะพี่

อย่างน้อย ช่วยทำให้ฐานค่าครองชีพเทียบกับราคาสินค้ามีลิขสิทธิ์พวกนั้นมันเป็นแบบออสเตรเลียหน่อยสิ จะได้ไม่ต้องเจียดอดข้าวเป็นเดือนเอา ๆ ไปซื้อพวกของแท้บ้า ๆ นั่น

แต่ที่แน่ ๆ นะ ในขณะที่คนไทยเรายังจนดักดานอยู่แบบนี้เนี่ย ทำไมพวกนักการเมียมันชอบขอขึ้นเงินเดือนกันจังวะ เงินภาษีพวกตู เอ็งก็ไปโกงมาเป็นค่าเฟอร์รารีให้ลูกพวกเอ็ง เป็นค่าใช้จ่ายเอาไว้จ้างดารามาบี้ จ่ายเงินซื้อยามาอัปเล่น

แล้วพวกมึงจะเอาอะไรกับพวกตรูอีก (วะ)

 

สำหรับบรรดา ผู้ขายสินค้ามีลิขสิทธิ์ ใจผมหน่ะ อยากจะช่วยอุดหนุนพวกคุณนะ แต่ราคามันแพงเกินไป สู้ไม่ค่อยจะไหวหว่ะนี่สิ เอาเป้นว่าผมจะช่วยเท่าที่มีกำลังจ่ายก็แล้วกัน

เอาเงินผมไปช่วยพวกคุณ แต่ตัวผมอดข้าวตาย ผมยอมโดนด่าว่าเป็นพวกใช้สินค้าละเมิด ฯ หว่ะ ขอโทษนะ

 



edit @ 15 Nov 2009 21:20:43 by Brandy Frisky

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ