บล็อกวันนี้มีการใช้คำหยาบคาบ รับไม่ได้ ไม่ควรอ่าน
วันนี้พอดีเห็นโฆษณาเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ของประเทศไทยว่าขึ้นอันดับสามของโลก
แล้วมีการรณรงค์ไม่ให้คนใช้สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์กันครับ
ก่อนอื่น มีอะไรจะเล่าให้ฟังเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่เป็นการสนทนากันระหว่างผมกับ
โจซ เมทเก่าของผมเมื่อครั้งผมยังอยู่ออสเตรเลียครับ
โจซ เป็นฝรั่งหัวทอง ชาวออสซี่แท้ มาจากซิดนีย์ (แต่เกิดที่ปีนัง)
เป็นวิศวกรโยธาของกรมโยธาธิการ อายุ ๓๕ ปีครับ ใช่แล้ว หมอนี่เป็นข้าราชการหล่ะ
วันนึง (ตอนมันย้ายเข้ามาใหม่ ๆ) มันก็คุยกับผมเรื่อง “community net” ครับ
โจซ :
“ขี้เมา เน็ตบ้านเราใช้ยี่ห้ออะไรเหรอ ?”
ผม
: “อดัมหน่ะ”
โจซ :
“ว้าว เจ๋งเลย งี้ชั้นก็ใช้คอมมิวนิตี เน็ตได้สิ”
ผม
: “คืออะไรเหรอ”
โจซ :
“ก็คือการที่เราสามารถเปิดไฟล์บางไฟล์ของเราให้คนอื่นมาโหลดได้ และเราก็ไปโหลดของคนอื่นมาได้เหมือนกัน”
ผม
: “งี้ก็เหมือนกับพวกแชร์แวร์เลยสินะ แล้วโดยมากยูโหลดอะไรหล่ะ”
โจซ :
“หนังไง เนี่ย ฉันกำลังโหลดแฮรี พอตเตอร์ภาคล่าสุดมาดูอยู่เลย”
(ตอนนั้นภาคนี้เพิ่งวางตลาดดีวีดี)
ผม
: “อ้าว แล้วแบบนี้ไม่เท่ากับละเมิดลิขสิทธิ์เหรอ”
โจซ :
“Who Care!” (ใครสนหล่ะ)
ผม
: “เนี่ย ที่บ้านฉันมีห้างขายพวกแผ่นเถื่อนเยอะแยะเลย ถูกด้วย
ราคาแถว ๆ ห้าดอลเอง”
โจซ :
“โห ประเทศนายนี่มันสวรรค์ชัด ๆ”
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ใคร ๆ ก็ชอบของถูก”
โดยความเห็นส่วนตัวผม
ผมค่อนข้างจะเห็นด้วยกับการใช้ของมีลิขสิทธิ์นะ แต่มันก็ต้องว่ากันเป็นกรณี
ๆไปอีกเหมือนกันแหละ ตัวอย่างเช่นผลงานบางอย่าง เช่น การลอกการบ้าน/รายงานคนอื่นมานั้น
ผมไม่เห็นด้วยเพราะถือว่าผิดจุดประสงค์ในการทำการบ้าน/รายงาน อีกทั้งยังเป็นการกระทำอันไม่เกิดผลดีต่อตัวเราเองในระยะยาว
คือ ทำให้ไม่เกิดการคิด สมองและความสามารถไม่ได้รับการพัฒนา อันนี้ ไม่เห็นด้วย
สำหรับกรณีแผ่นเพลงของศิลปินคนโปรดนั้น ส่วนตัวแล้ว ผมควักเงินซื้อแผ่นแท้มาฟังนะ
เพราะว่าเพลงจากแผ่นแท้นั้น มีรายละเอียดของเสียงมากกว่าแผ่นไฟล์บีบอัดอย่าง mp3 แต่ที่สำคัญที่สุด
เพราะพวกเขาคือศิลปินคนโปรด ผมยังอยากฟังเพลงของพวกพี่แกต่อไป ดังนั้น ผมไม่เสียดายการควักกระเป๋าซื้อแผ่นแท้ครับ
เพื่อที่พวกพี่แกจะได้มีเงิน มีกำลังใจสร้างสรรค์ผลงานของพวกพี่แกกันต่อไป
แผ่นโปรแกรมลิขสิทธิ้เองก็เช่นกัน อยากให้พวกพี่แกมีเงินทุนไปพัฒนาสินค้า
ก็ต้องช่วย ๆ พี่แกอุดหนุนกันหน่อย
แต่
ผมอยากจะให้พวกเราลองเปรียบเทียบประเทศไทยกับออสเตรเลียดังนี้ครับ
เวลาไปอยู่ต่างประเทศ พวกนักเรียนนอกมือใหม่ หรือ ผู้ที่เดินทางมาเที่ยวมักจะเข้าใจว่าราคาข้าวของในออสเตรเลียนั้นแพง
ซึ่งสาเหตุนั้น มาจากอัตราแลกเงินนั่นเองครับ ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไปแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ 1 ดอลลาห์ออสเตรเลีย/
30 บาทไทย หรือพูดง่าย ๆ ว่า เงินสามร้อยบาทไทย ซึ่งเราสามารถใช้สั่งอาหารกินได้เต็มโต๊ะในบ้านเรานั้น
เพิ่งจะได้เพียง 10 เหรียญ หรือ ข้าวหนึ่งจานเท่านั้นเอง
(อันนี้เป็นอัตราของซิดนีย์ ในออสเตรเลียแต่ละรัฐจะมีค่าครองชีพไม่เท่ากัน)
เปรียบเทียบค่าอาหารต่อจาน
เมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในประเทศไทยเราคือ กรุงเทพ ฯ ราคาข้าวราดแกงห่วย
ๆ ข้างทางคือจานละ ๓๐ บาท
เมืองที่ค่าครองชีพสูงที่สุดในออสเตรเลียคือ ซิดนีย์ ราคาข้าวตามฟูดคอร์ดห่วย
ๆ คือจานละ ๑๐ เหรียญ
เปรียบเทียบราคาของมีลิขสิทธิ์
|
รายการ
|
ราคาแพงสุดในไทย
|
เทียบเป็นจำนวนข้าว
|
ราคาแพงสุดในออสเตรเลีย
|
เทียบเป็นจำนวนข้าว
|
|
เพลง
|
๖๐๐ บาท
|
๒๐ จาน
|
๖๐ เหรียญ
|
๖ จาน
|
|
วินโดวส์
|
๑๗๐๐ บาท
|
๔๗ จาน
|
๑๕๐ เหรียญ
|
๑๕ จาน
|
|
เกมคอม
|
๖๐๐ บาท
|
๒๐ จาน
|
๑๐๐ เหรียญ
|
๑๐จาน
|
|
แผ่นหนัง
|
๙๐๐ บาท
|
๓๐ จาน
|
๕๐ เหรียญ
|
๕ จาน
|
เปรียบเทียบรายได้
เงินเดือนเฉลี่ยวิศวกรจบใหม่ในไทย ๑๒,๐๐๐ บาท
เงินเดือนเฉลี่ยวิศวกรจบใหม่ในออสเตรเลีย ๔,๑๐๐ เหรียญ
เนื่องจากอัตราภาษีไม่เท่ากันจึงต้องปรับค่าหักภาษี
ภาษีเงินได้ของคนไทยขั้นต่ำ ๗% เหลือ ๑๑,๑๖๐ บาท หรือข้าว ๓๗๒
จาน
ภาษีเงินได้ขั้นต่ำของออสเตรเลีย ๒๗% เหลือ ๓,๘๑๓ เหรียญ หรือข้าว
๓๘๑ จาน
สรุปข้อมูล
จากข้อมูลข้างต้น จะเห็นคร่าว ๆ แล้วนะครับว่า สินค้าลิขสิทธิ์บ้านเราราคาแพงกว่าออสเตรเลียมากเมื่อเทียบเป็นจำนวนข้าวในขณะที่อัตรารายได้ของวิศวกรสองชาตินั้น
ไล่เลี่ยกัน ซึ่งถ้าเทียบเป็นแล้ว จะได้ว่า
|
รายการ
|
ไทยแพงกว่า
|
|
เพลง
|
๓.๓๓ เท่า
|
|
วินโดวส์
|
๓.๑๓ เท่า
|
|
เกมคอม
|
๒ เท่า
|
|
หนัง
|
๖ เท่า
|
|
รายได้วิศวกรจบใหม่
|
๐.๙๘ เท่า
|
วิจารณ์
ขอด่ารัฐบาลหน่อยเถอะ ไม่เห็นรึไงว่าสินค้าพวกนี้มันแพง ครั้นจะบอกว่าไม่ใช้
แล้วจะให้คนไทยทั้งชาติกลายเป็นคนโง่ดักดาน กลายเป็นมนุษย์ถ้ำตกโลกรึไงกัน
รึจะให้กลับไปใช้
DOS กันดีหล่ะพี่ (ว่าแต่พวกพี่หน่ะ ใช้ดอสกันเป็นอ่ะเปล่า)
เอาเงินภาษีที่ใช้โฆษณาไอ้งี่เง่านี่ไปทำอย่างอื่นเหอะพี่
อย่างน้อย ช่วยทำให้ฐานค่าครองชีพเทียบกับราคาสินค้ามีลิขสิทธิ์พวกนั้นมันเป็นแบบออสเตรเลียหน่อยสิ
จะได้ไม่ต้องเจียดอดข้าวเป็นเดือนเอา ๆ ไปซื้อพวกของแท้บ้า ๆ นั่น
แต่ที่แน่ ๆ นะ ในขณะที่คนไทยเรายังจนดักดานอยู่แบบนี้เนี่ย ทำไมพวกนักการเมียมันชอบขอขึ้นเงินเดือนกันจังวะ
เงินภาษีพวกตู เอ็งก็ไปโกงมาเป็นค่าเฟอร์รารีให้ลูกพวกเอ็ง
เป็นค่าใช้จ่ายเอาไว้จ้างดารามาบี้ จ่ายเงินซื้อยามาอัปเล่น
แล้วพวกมึงจะเอาอะไรกับพวกตรูอีก (วะ)
สำหรับบรรดา ผู้ขายสินค้ามีลิขสิทธิ์ ใจผมหน่ะ
อยากจะช่วยอุดหนุนพวกคุณนะ แต่ราคามันแพงเกินไป สู้ไม่ค่อยจะไหวหว่ะนี่สิ เอาเป้นว่าผมจะช่วยเท่าที่มีกำลังจ่ายก็แล้วกัน
เอาเงินผมไปช่วยพวกคุณ แต่ตัวผมอดข้าวตาย
ผมยอมโดนด่าว่าเป็นพวกใช้สินค้าละเมิด ฯ หว่ะ ขอโทษนะ
edit @ 15 Nov 2009 21:20:43 by Brandy Frisky