Poems

ก็แค่ชิน

posted on 23 Oct 2009 02:11 by capt-stg  in Poems

 

หนึ่งที่เจ็บ ปวดแสน ร้าวรอน

สองจิตร้อน ร้าวระทม ไม่สมหวัง

สามเหงาจิต เดียวดาย แสนเอวัง

สี่ทุขัง ซ้ำซ้อน ถมทวี

 

เคยรักเธอ มอบใจ หมดสิ้น

เธอไม่ยิน ไม่สน เบือนหน้าหนี

หลอกให้รัก ให้รอ เป็นนานปี

จนบัดนี้ ไม่ชัดเจน จะเอาไง

 

เจ็บครั้งแรก ปวดร้าว แสนระทม

สองทับถม ซ้ำจิต ไม่ผ่องใส

สามเริ่มชิน ความปวดร้าว ลดลงไป

ไม่เป็นไร ชินชาแล้ว แลเฉยเมย

 

ความเจ็บปวด ผิดหวัง อยู่ในจิต

หากไม่คิด ทำใจว่าง นิ่งวางเฉย

 คงมีทุกข์ เศร้าหมอง ไม่ชื่นเชย

แล้วไหนเลย จะมีสุข ไม่มีทาง

 

อันเคยชิน ทำเรา ไม่รับรู้

ไม่มองดู ไม่รู้สึก ไม่บาดหมาง

ลืมไปเลย ว่ารักเธอ เพราะปล่อยวาง

เพราะจิตว่าง จึงสับสน ไม่รู้ใจ

 

จากร้อนรน ทนทุกข์ เป็นนิ่งเฉย

ไม่เอื้อนเอ่ย ไม่ต่อว่า ไม่สงใส (สัย)

รักเธอไหม ฉันไม่รู้ งงในใจ

เหมือนแผ่นใส กลวงว่าง ไม่เห็นเลย

 

รักหรือไม่ ฉันไม่รู้ คือคำตอบ

แต่ยังมอบ ความจริงใจ แม้นิ่งเฉย

ความจริงใจ ที่เคยมี ยังเหมือนเคย

แค่นิ่งเฉย ตายด้าน เท่านั้นแล

 

หากแม้นเธอ จะแบ่งใจ ให้ฉันบ้าง

ไม่ปล่อยร้าง ให้ทุกข์ทน ไม่แยแส

ฉันคงไม่ มาสับสน เป็นแน่แท้

โทษนะแม่ สายไปแล้ว มันสายไป

 

มาตอนนี้ จะแก้ไข ใช้เวลา

ไม่รู้ว่า ฉันยังรัก เธออีกไหม

เธอก็รู้ ไม่มีสิทธิ์ ห้ามฉันไป

มีรักไม่ เฝ้าถนอม เธอเลือกเอง

 

----------------

 ขอ แนะนำ บล็อกเมื่อวาน เรื่อง กลั้นตด ลดโลกร้อน ด้วยครับผม



edit @ 23 Oct 2009 11:11:09 by Brandy Frisky

แก้วเหล้า

posted on 13 Oct 2009 19:11 by capt-stg  in Poems

 

 

 

หงิก.gif
ไร้สาระนุกรมร่วมสนับสนุนการดื่มสุราอย่างมีความรับผิดชอบและโครงการเมาไม่หงิก

 

 

 

โอ้แก้วเหล้า เจ้าช่างสวย งอนงามงด

งามหมดจด สวยใส ไม่มัวหมอง

เพิ่มรสชาต หยาดสุรา ยามลิ้มลอง

แม้ยามมอง ต้องมนต์เจ้า เย้ายวนใจ

 

จากเม็ดทราย ซิลิกา อยู่ข้างทาง

เธอถูกสร้าง ด้วยเทคนิก วิจิตร์ใส

ผ่านความร้อน ยากลำบาก น่าเห็นใจ

แก้วหนึ่งใบ ให้คนดื่ม ไม่ง่ายเลย

 

อุปรากร ไร้ตัวเสริม คงจืดชืด

มันน่างืด เหล้าไร้แก้ว คงชืดเฉย

เพราะมีแก้ว ขับรสเหล้า ให้ชวนเชย

ชาวเราเอย จึงเข้าถึง สุนทรีย์

 

มาเถิดมา กวัดแกว่งแก้ว พิศชม ขา” [1]

เจริญตา ชมความงาม แลแสงสี

จมูกดม ชมกลิ่นเหล้า ให้ยินดี

จิบอีกที ช่างสุนทรีย์ น่าปรีดา

 

การเสพเหล้า นี่นี้ สุทรียะ

อย่าไปปะ ปนเป พวกเมาหมา

ผู้เสพเหล้า ดื่มพินิจ พิจารณา

พวกเมาบ้า สักแต่ยก หัวตกเมา

 

พวกดื่มเหล้า สักแต่เมา ช่างเขลานัก

ดื่มหัวปัก หน้าทิ่มดิน พวกโง่เขลา

ไม่รู้รส แลคุณค่า เพราะมันเมา

จะดื่มเหล้า ใช้กะลา ก็เหมือนกัน

 

การเสพเหล้า นี่นี้ ละมัยนัก

มอบความรัก ละเอียดอ่อน ประหนึ่งฝัน

มาเถิดมา มาลิ้มลอง ลิ้มรสกัน

สวรรค์นั้น ใกล้แค่เอื้อม ไม่ไกลเอย

 

-------------------

 

[1] ขา หมายถึง เวลาที่เราแกว่งเหล้าในแก้วแล้วจะเห็นหยดเหล้าเป็นสาย ๆ เกาะบนแก้ว นั่นคือขาเหล้า ซึ่งยิ่งหนา หมายความว่าความเข้มก็ยิ่งสูง พบในสุราจำพวกสปริริต แบบออนเดอะรอค หรือ แบบไม่ผสม (ยกเว้นกลุ่มเหล้าขาว) และพบในไวน์ บางครั้งอาจจะถูกเรียกว่า น้ำตา ดั่งแสดงในภาพ

 

 


edit @ 13 Oct 2009 19:16:47 by Brandy Frisky

 

 

月下獨酌          ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์

花間一壺酒。มวลบุพผาประหนึ่งดังไหเหล้า
獨酌 無相親。ดื่มเงียบเหงาไร้สหายคอยดื่มด้วย
舉杯邀明月。ยกจอกขึ้นมาดื่มกันพระจันทร์สวย
對影成三人。เงาดื่มด้วยแด่เราสามผู้รู้ใจ

月既不解飲。 โอ้จันทร์เจ้าไม่เข้าถึงทิพย์แห่งเหล้า
影徒隨我身。 ฝ่ายเจ้าเงาเพียงตามเราที่เคลื่อนไหว
暫伴月將影。 แต่เรายังดื่มด้วยกันไม่เป็นไร
行樂須及春。 ดื่มเข้าไปก่อนหน้าร้อนจะล่วงมา

我歌月徘徊。 ข้าขับร้องแต่จันทร์นิ่งดั่งคนเมา
我舞影零亂。 ฝ่ายเงาเจ้าเต้นระบำไปกับข้า
醒時同交歡。 ยามไม่เมาเราร่ำร้องอย่างสุขา
醉後各分散。 โอ้เพื่อนจ๋าข้าเมาแล้วขอจากจร
永結無情遊。 ขอสามเราอย่าลืมมิตรแห่งเรานา
相期邈雲漢。 วันข้างหน้าดื่มกันใต้ธารน้ำนม

---------------------------------

   กวีนิพนธ์ชิ้นนี้ ต้นฉบับคือภาษาจีน ประพันธ์โดยท่านหลี่ไป๋  หนึ่งในสามสุดยอดกวีของจีนผู้มีฉายาว่า "กวีอมตะ"ครับ โดยท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง และได้ชื่อว่าเป็นขี้เมาตัวเอ้ครับ และแน่นอนว่าท่านแต่งกลอนชุดนี้ขณะเมาครับ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงจินตนาการอันล้ำเลิศของท่านที่จับเอาพระจันทร์และเงาตัวเองมาเป็นเพื่อนกินเหล้าครับ

  แต่ว่านะครับ เห็นผมถอดมาเรียบเรียงใหม่เป็นร้อยกรองภาษาไทยได้อย่าเพิ่งคิดว่าผมอ่านภาษาจีนออกนะครับ เพราะจริงจริงแล้ว ผมอ่านไม่ออกและพูดจีนได้แค่ไม่กี่ประโยคเองครับ แต่ผมเองก็อยากที่จะเรียนภาษาจีนเป็นภาษาที่สี่เหมือนกันแหละครับ (แต่จะเอาภาษาเยอรมันก่อน อยากไปทำงานในยุโรปอ่ะ)

  ผมแต่งด้วยการถอดความผ่านทั้งภาษาอังกฤษ และก็เคยมีคนอื่นที่เคยถอดความกวีบทนี้เป็นภาษาไทยมาแล้วครับแต่เป็นร้อยแก้ว ผมจึงจับมาเรียบเรียงใหม่ให้เป็นร้อยกรองครับ ซึ่งเพื่อความมั่นใจ ผมอ่านทั้งรุ่นภาษาอังกฤษและรุ่นภาษาไทยครับ

  ยิ่งไปกว่านั้น กวีนั้นไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันคือการถ่ายทอดอารมณ์ออกมาเป็นอักษร  ผมจึงเลือกวันที่พระจันทร์เต็มดวง ออกไปนั่งกิบบรั่นดีในสวนหลังบ้านแล้วแต่งครับ เพื่อที่จะได้ซึมทราบเอาบรรยากาศของคืนจันทร์ให้ได้เต็มที่ ก่อนจะแต่งออกมา

  ผมเอาเรื่องนี้ไปคุยกับเพื่อนคนจีนของผมครับ ที่แรกมันบอกผมว่า "ยูไม่น่าไปถอดเป็นภาษาอื่นเลย ทุก ๆ ตัวอักษรของหลี่ ไป๋หน่ะ แฝงไปด้วยอารมณ์ทั้งนั้นแหละ" ผมจึงอธิบายวิธีแต่งของผมครับ มันจึงบอกว่า "โอเค ยูแต่งได้"

 กลอนที่ผมเรียบเรียงเองใหม่นี้ ผมปล่อยลงสู่อินเทอร์เน็ตครั้งแรกในปลายปี ๒๕๔๙ หรือครึ่งปีแรกในออสเตรเลียครับ เพราะผมแต่งมันในช่วงนี้นี่เองครับ ครั้งที่สองคือในเว็บบ้านกลอน ซึ่งทีแรกผมยอมให้เพื่อนของผม Darkness Hero นำเอาไปปล่อยที่นั่น ก่อนที่ผมจะตามเอาไปปล่อยเองอีกครั้งเมื่อวันที่ ๑๑ พ.ย. ๒๕๕๐ ครับ จากนั้นก็เป็นที่ไร้สาระนุกรม วิกิพีเดีย วิกิซอร์ซ ตามลำดับครับ

  เมื่อไม่นานมานี้ ผมลองใช้กูเกิ้ลเสริจหาคำว่า "ดื่มเดียวดายใต้เงาจันทร์" ดูครับ  พบว่ารายการแรก เป็นมายสเปรตของใครก็ไม่รู้ แต่ก็อปของผมไปเต็ม ๆ แล้วไม่บอกว่าผมเรียบเรียงครับ บอกแค่ว่าหลี่ไป๋แต่ง แต่ผมไม่ว่าหรอก ออกจะภูมิใจที่มีคนชอบมันครับ เบียดอันดับรุ่นเก่าที่มีคนแต่งเอาไว้ก่อนนี้นานเสียกระจุยเลย ๕๕๕ ชอบ อันดับสองเป็นวิกิซอร์ซ ซึ่งผมลงเอาไว้เองแหละครับ

  สุดท้ายนี้ คิดยังไง ด่าได้เลยครับ ๕๕

edit @ 12 Sep 2009 22:15:10 by Brandy Frisky

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ