MYOB

 

หลังจากห่างหายไปนาน ในที่สุดก็กลับมาแล้วครับ หลังจากที่ไปทำงานในไซต์งานแรกมาครับ ซึ่งไซต์งานคราวนี้เป็นลานเก็บเศษเหล็ก (Scrap Yard) ของโรงงานเหล็กแห่งหนึ่งในมาบตาพุตครับ ซึ่งที่นี่เขาจะรับเอาเศษเหล็กจากทั่วสารทิศมาหลอมใหม่ทำเหล็กแท่งสี่เหลี่ยม หรือที่ภาษาช่างเรียกว่า "บิลเล็ต" (Billet) ครับ ซึ่งเป้นเรื่องธรรมดาของโรงงานของแข็งที่จะเต็มไปด้วยฝุ่นควันแต่ปลอดภัยจากการระเบิดครับ ซึ่งจะตรงข้ามกับโรงงานแกสซึ่งสะอาดเอี่ยมอ่อง แต่เสี่ยงต่อการระเบิดสูงมาก ๆครับ

 

ฝุ่นทั้งนั้น

 

หน้าตาของรถที่เป็นโปรเจคแรกของผมหล่ะ

 สำหรับโปรเจคนี้ ผมไปทำการดัดแปลงรถขนส่งเศษเหล็กที่เรียกว่า "บัคเก็ต คาร์" (Bucket Car) หล่ะครับ ซึ่งเจ้านี่นั้นมีหน้าที่รับเอาเศษเหล็กจากเครนที่จะคอยคีบเอาเศษเหล็กมาใส่ถังและใส่สารผสมลงไปก่อนจะเอาไปหย่อนตุ๊บลงเตาหลอมครับ ส่วนรถที่ว่านี้ มันจะวิ่งไปมาบนรางครับผม

พูดถึงรางแล้ว ขอเสริมความรู้นิดนึงครับว่า สำหรับการขนส่งทางบกนั้น การขนส่งระบบรางนั้นแท้จริงแล้วเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมาก ๆ เนื่องจากล้อของรถไฟที่วิ่งบนรางนั้นมีความต้านทานการหมุน (Rolling Friction) ต่ำกว่าล้อรถยนต์ครับด้วยเหตุนี้เอง เจ้าพ่อรถไฟอย่างญี่ปุ่นและเยอรมนีจึงมุ่งพัฒนาระบบรางให้สุดยอด ซึ่ง ณ เวลานี้ สุดยอดแห่งเทคโนโลยีรถไฟคือรถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Levitation Technology หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า Maglev นั่นเอง) โดยมีใช้จริงแล้วที่เซี่ยงไฮ้ เป็นรถไฟยี่ห้อ ซีเมนต์ จากเยอรมนี ซึ่งเจ้านี่ีมีความสุงสุดอยู่ที่ 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเร็วที่สุดตอนนี้เป็น ของ JR Central ของพี่ยุ่นซึ่ง ณ เวลานี้ทำความเร็วได้ถึง 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ (สุดยอดไหมหล่ะ วิศวกรรมจงเจริญ เย้) ซึ่งว่ากันว่า เทคโนโลยีการขนส่งแห่งศัตวรรตที่ 21 นี้นั้นจะถูกเปลี่ยนมือจากเครื่องบินไปที่รถไฟแหละครับ ซึ่งเพื่อนบ้านเราเช่นเวียดนามเองก็มีวิสัยทัศน์ เลยลงทุนซื้อชินคันเซ็นจากพี่ยุ่นไปให้ประชาชนได้นั่งเล่นกันแล้ว

แต่กับพี่ไทย ขอให้โชคดีกับสหภาพไดโนเสาร์ต่อไปนะครับ

 เอาหล่ะ นอกเรื่องไปหนึ่งย่อหน้าแล้ว กลับมาต่อครับรถที่ไปทำนี่จะเห็นว่ามันใหญ่มาก ๆ เพราะของที่บรรทุกก็ใหญ่มาก ๆโดยแค่ตัวถัง ก็ปาเข้าไปที่ 35 ตันเข้าไปแล้ว และของที่จะบรรทุกอีกก็ราว ๆ 45 ตัน และถ้านับน้ำหนักของตัวรถเองนี่ก็อีก 30 ตันเห็นจะได้ครับ รวมคร่าว ๆ แถว ๆ 100 ตันแหละครับ 

 

 

สะใจไหมหล่ะ

 

แน่นอนว่า ของเขาขายกันเป้นตัน ๆ ราคาก็ไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงต้องการเครื่องมือวัดที่คุณภาพดี ผมจึงต้องไปติดตั้งเครื่องมือชั่งน้ำหนักที่เรียกว่า "โหลดเซล" (Load Cell) ใหม่ให้เขาครับ ซึ่งโหลดเซลของผมนี้ ตัวใหญ่สะใจกว่า และปรับปรุงระบบการรับน้ำหนักให้เขาใหม่ด้วยหล่ะครับ โดยงานนี้ ผมรับผิดชอบงานทางกลศาสตร์ทั้งหมดครับ

งานนี้ ขอสารภาพว่า ทำได้ไม่ดีเท่าไร ความพร้อมก่อนขึ้นหน้างานของผมนั้นน้อยมาก ทำให้การดำเนินการนั้นไม่สะดวกเท่าไร การควบคุมผู้รับเหมาที่เป้นระดับช่างนั้น ผมก้มองตัวเองว่าแย่ครับ และสุดท้ายก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนมาว่าต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ คือ ซื้อน้ำท่า อาหารให้พวกเขากินบ้าง แสดงน้ำใจ แต่บทที่จำเป้นต้องเขี้ยว ก็ต้องเขี้ยวกันไป

นอกจากนี้ ผมเองมองแนวทางแก้ไขไว้ว่า งานหลังจากนี้ ก่อนขึ้นหน้างาน ผมจะทำเอกสารตวรจสอบ (Inspaction Sheets) เอาไว้ จะได้ไม่ลืมว่าต้องตรวจสอบอะไรบ้าง 

สำหรับการวางแผนงานนั้น จะต้องละเอียดจริงจริง และต้องเป้นรูปแบบเอกสาร เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารและเตือนความจำของเราเองครับ

ส่วนลูกพี่ผมเนี่ย ผมมองว่าพี่แกหน่ะ "ห่วยแตก" ครับ เพราะพี่แกแค่สั่ง ๆ แบบไร้ทิศทาง แล้วสะบัดตูดหนีไป ทิ้งความรับผิดชอบทุกอย่างไว้ให้ผมซึ่งเป้นเด็กใหม่ (ลูกพี่ประสาอะไรวะ ?)

ท่านผู้อ่านครับ ขอให้พึงระลึกเอาไว้นิดนึงนะครับ การที่เราจะเป้นผู้นำได้เนี่ย ไม่ได้แปลว่าเราต้องเก่งกว่าลูกน้อง หากแต่เราสามารถทำให้ลูกน้องเรายอมทำงานให้เราได้อย่างหมดหัวใจ ซึ่งคุณสมบัติของคนที่จะเป็นผู้นำได้นั้นจะต้อง

  1. เป้นคนมีน้ำใจ
  2. มีความรับผิดชอบ ไม่เอาดีใส่ตัว ชั่วใส่ลูกน้อง
  3. มีความรู้ความสามารถพอที่จะแนะนำลูกน้องได้
  4. มีความยุติธรรม 
  5. รู้จักเอาใจใส่ทุกข์สุขของลูกน้อง
ดังนั้น อย่าแปลกใจครับว่า ทำไมคนที่ทำงานเก่ง ๆ หลายคนไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง นั่นเพราะว่า คนพวกนั้นเก่งงาน แต่ไม่เก่งคนครับผม อย่าแปลกใจไป
 
--------------------------------------
 
 และแน่นอน เนื่องจากบริษัทที่ผมทำนั้นเป็นบริษัทเล็ก ๆ และเพื่อนผมที่เชิญผมเข้าไปร่วมงานนั้น เก่งจับตัวได้ยากจนมีอำนาจต่อรองในบริษัทสูงครับ ดังนั้นจึงส่งผลให้ผมมีอำนาจต่อรองด้วยเหมือนกัน ซึ่งคนในบริษัทเองก็รู้ว่า ระดับจบโทต่างประเทศมาอย่างผม ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องง้อบริษัทเล็ก ๆ อย่างพวกเขาเลย และนั่นทำให้ผมกล้าฉะกับลูกพี่ผมแบบเต็ม ๆ หมัดเหมือนกัน
 
เพื่อความสนุก ผมจะเรียกชื่อแต่ละคนตามฉายาที่ตั้งไว้ครับ โดยลูกพี่ผมนั้น มีฉายาว่า "ก่วยจี้" (ผมตั้ง) ส่วนเพื่อนผมมีฉายาว่า "หางอึ่ง" (ก่วยจี้ตั้ง) ครับ
 
ทำไมก่วยจี้
 
ผม       :"หัวหน้าเราเนี่ยแม่งสมองเท่าเม็ดก่วยจี้"
หางอึ่ง :" ต่อไปเราเรียกมันว่า ก่วยจี้ดีกว่า เดี๋ยวกูจะเอาไปเล่นในที่ประชุมใหญ่"
ผม       :"เฮ้ย จะดีเหรอวะ เดี๋ยวโดนหาว่าไม่เห้นหัวผู้หลักผู้ใหญ่นะเว้ย"
หางอึ่ง :"อ้อ กูจะบอกเขาว่ากูเคยอ่านเจอว่าที่ลักเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นประเทศทางตอนใต้ของสวิสเซอร์แลนด์เนี่ย มีสุภาศิตว่า ฉลาดหลักแหลมดั่งเม็ดก่วยจี้ หว่ะ ก็บอกว่าเขาแลาดไง"
ผม       :"๕๕๕๕"
 
 
วันนี้จะให้ผมเป้นอะไร?
 
ก่วยจี้   :"ไม่ได้ คุณจะต้องทำแบบนี้"
ผม       :"ผมไม่เห็นด้วยครับ ผมคิดว่าขนาดของที่จะให้เขาเตรียมไว้ให้นี่ มีเกินยังดีกว่าขาด"
ก่วยจี้   :"ทำตามผมสิ"
ผม       :"ถ้าเอาขนาดของพี่มันสั้นไป ผมจะทำไงหล่ะ"
ก่วยจี้   :"เชื่อมพอกเอาสิ" (ความคิดระดับสามัญวิศวกร ทุเรศหว่ะ ทำแบบนั้นแม่งก็ชิบหายหมดสิวะ)
ผม       :"จะบ้าเหรอพี่ ทำแบบนั้นแม่งพังชิบหายหมด"
ก่วยจี้   :"เอาน่า เอาตามผม" (ดื้อแบบโง่ ๆ นี่หว่า)
ผม       :"พี่ เอางี้ดีกว่า วันนี้พี่จะให้ผมเป้นอะไร ถ้าพี่จะให้ผมเป็นช่างเทคนิก จะให้ผมทำอะไร ผมทำหมด แต่พลาดมา วิศวกร (มัน) รับผิดชอบ แต่ถ้าจะให้ผมเป้นวิศวกร มีอะไรมา ผมรับผิดชอบเอง พี่จะเอาไง"
ก่วยจี้   :"เอ็งเป็นวิศวกรก็แล้วกัน" (แม่งไม่กล้ารับผิดชอบ ไอ้ทุเรศ)
 
เรื่องนี้ ลูกพี่ใหญ่ชมผมหล่ะว่า พูดได้ดี
 
เดี๋ยวชกแม่งเลย
 
ก่วยจี้   :"หางอึงเพื่อนเอ็งมันคิดว่าแน่มาจากไหนวะ ไม่เห็นหัวผมเลย เดี๋ยวก็ชกแม่งเลย"
ผม       :"เอาเลยพี่ ชกแม่งไปเลย เดี๋ยวผมขึงเชือกให้ ว่าแต่ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เดี๋ยวผมตั้งโต๊ะรับแทงด้วยเลยดีกว่าพี่ หารายได้เข้ากระเป๋า"
ก่วยจี้   :"......."

 เฮ้อ โต ๆ กันแล้ว ใช้แต่กำลัง ไม่ใช้สมอง ถึงได้เป้นแบบนี้ไงหล่ะ นึกว่าเท่เหรอเนี่ย ผมมองว่าน่าสมเพสมากกว่านะ แถมเจอหนุนแล้วไม่กล้านี่ หมดเลย
 
เรื่องของแผน
 
เรื่องของเรื่อง อยู่ ๆ ก่วยจี้ก็มาบอกให้ผมติดตั้งอุปกรณ์ตัวนึง เรียกว่า พร็อกซิมิตี สวิตท์ ซึ่งไป ๆ มา ๆ ผมจับได้ว่าพี่แกลืมซื้อของมา และแน่นอนว่า เจ้านี่นั้น ต้องใช้อุปกรณ์อีกตัวนึงครับ เรียกว่า ลิมิต สวิตท์ ซึ่งมันลืมซื้อครับ
 
งานนี้ พี่อีกคนนึงไปวิจารณ์มันว่า ทำอะไรไม่มีแผน ซึ่งตัวมันเองพยายามอธิบายพีคนนั้นอยู่ถึงสองชั่วโมงว่า สองเดือนก่อนหน้านี้ กูนั่งวางแผนอยู่ตลอดนะเว้ย (เชื่อมึงตายหล่ะสัด อย่าบอกนะว่าการเขียน Microsoft Project งี่เง่านั่นเรียกว่าการวางแผนแล้ว ของแบบนี้ กูนั่งเทียนไม่กี่ชั่วโมงก็เสกได้แล้วเว้ย)
 
แต่นอน อยู่ ๆ ก็โดนสั่ง ผมจึงไม่ทันตั้งตัว กอรปกับมันไม่ให้ข้อมูลหรือคำแนะนำอะไรมาให้ผมเลย ผมจึงลืมออกแบบชุดป้องกันไปครับ ซึ่งเช้าวันนึง มันก้ตำหนิผม (เก่งแต่ตินี่หว่ะ)
 
ก่วยจี้   :"นี่เป็นผลของการไม่มีแผน" (แล้วมันก็นิ่งไปนิดนึง เพราะเพิ่งนึกได้ว่าเพิ่งโดนด่ามาเมื่อคืนว่า ทำอะไรไม่มีแผน)
ก่วยจี้   :"ผลของการไม่ทำตามแผน" 
ผม       :"เอ๊ะ พี่ให้แผนผมมาเมื่อไร ?"
ก่วยจี้   :"ก็ที่ผมบอกคุณนั่นไง"
ผม       :"อ้อ ผมนึกว่านั่นคือคำสั่ง"(ก็มึงสั่งแล้วสะบัดตูดนี่หว่า พอกูพลาดแล้วค่อยมาด่า สัด)
ก่วยจี้   :"คำสั่งนั่นแหละคือแผน" (แผนบิดาเอ็งสิ)
ผม       :"อ้อ เข้าใจแล้วครับ ว่าแต่ว่า การลืมซื้อลิมิต สวิตท์นี่ก็อยู่ในแผนด้วยใช่ไหมครับ ?"
ก่วยจี้   :"........"

 แถมให้นิดนึงครับ พวกที่ชอบวิจารณ์หลังจากที่คนอื่นเขาได้ลงมือทำอะไรไปแล้วเนี่ย พวกผมเรียกว่า "ฮีโรหลังสอบ" ครับ เพราะตอนก่อนที่จะลงมืิอทำอะไร พี่แกจะเงียบ ไม่งั้นถ้าพลาดจะต้องรับผิดชอบ แต่พอเรื่องเกิดขึ้นแล้วถึงจะแสดงความฉลาดออกมา ก็แหม ใช่สิ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรก็พูดเอา ๆ สิ สัด
 
 
-----------------------------------------
 
 
 สุดท้าย เมื่อวานผมกลับมาที่ออฟฟิตครับ เร่งปั่นงานอีกงานนึงให้จบ ซึ่งผมยอมกลับช้าจนโดนทิ้งให้อยู่ในออฟฟิตคนเดียวครับ ซึ่งลุกพี่ผมก็เข้ามาคุย ว่าทำไมไม่หลับ ผมก้บอกไปว่า นี่คือความรับผิดชอบของผม เพราะถ้าผมไม่เร่งงานให้จบ พี่อีกคนที่ลงไปหน้างานที่ภูเก็ตจะซวยครับ ดังนั้น ผมจึงต้องเร่งงานเพื่อที่แกจะได้กลับบ้านมาอยู่กับเมียแกบ้าง (เมียมีชู้ไม่รู้นะพี่)
 
แกก็มาพูดกับผม แรก ๆ ฟังคิดว่าแกเข้าข้างก่วยจี้เพื่อนแก บังคับให้ผมทำงานกับก่วยจี้ แต่พอกลับบ้านมาคิดดูอีกทีก็ถึงบางอ้อ "ลูกพี่แกไฟเขียวให้ก่อกบฎได้นี่หว่า" เพราะแกบอกว่า "เอ็งต้องยืนด้วยขาตัวเองให้ได้ ก่วยจี้จะได้ไม่ต้องมายุ่งกะเอ็ง"
 
แหม ๆ ๆ แบบนี้ก็สนุกสิครับ ๕๕๕๕ รอดูมวยดีกว่านะ ๕๕๕๕
 
----------------------------------
 
 ของแถมปิดท้าย คลิปการทำงานของเตาหลอมไฟฟ้าครับ ซึ่งเจ้าเตานี้จะทำการหลอมเหล็กด้วยการยิงไฟฟ้าเข้าไปในตัวเหล็กครับ ซึ่งขอบอกเลยว่า กินไฟสุด ๆ เพราะเจ้านี่ทำงาน ๑ ชั่วโมง กินไฟเท่ากับบ้านผลาญพลังงาน ๑๐๐๐ หลังใน ๑ เดือนหละครับ ในคลิปนี้ เสียงไม่เท่าไร แต่ของจริง ดังตึ้มตั้ม สะใจมาก สะเก็ดไฟจากเตาหลอมกระเด็นมาตกตรงหน้าผมประมาณเมตรนึงด้วยหล่ะ สุดยอดเลย
 
 
สำหรับเรื่องไฟฟ้า ขอให้ความรู้นิดนึงว่า คนเราจะโดนไฟดูดได้เพราะความต่างศักย์ไฟฟ้า (Voltage) แต่จะตายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ได้รับและเวลาที่ได้รับกระแสไฟฟ้า ซึ่ง ปกติแล้ว ไฟฟ้า 1 แอมแปร์ สามารถทำให้คนทั่วไปตายได้ใน 2 วินาที
 
ส่วนไฟในโรงงานนี้ คุยกันเป็นร้อย ๆ แอมแปร์ ซึ่งขอบอกว่า มันระเบิดตึ้มตรงหน้าผมด้วยหล่ะ โอ้โห แม่เจ้า เสียวเว้ย ๆ
 

edit @ 29 Dec 2009 06:29:41 by Brandy Frisky

ฮีโร่ในดวงใจ

posted on 05 Dec 2009 22:09 by capt-stg  in MYOB

 

วันนี้วันพ่อ เรามาอ่านนี่กันดีกว่า คัดบางส่วนมาจากไร้สาระนุกรม บทความ "ฮีโร่ในดวงใจ" ผลงานป้าอัล สาวน้อยจอมเวทย์ ผู้ดูแลอาวุโสหญิงเหล็กแห่งไร้สาระนุกรมจ๊ะ (บางส่วนผมช่วยนะ)

 

------------------------

 บุคคลโดยทั่วไปโดยเฉพาะเด็กๆมักมีฮีโร่ในดวงใจเสมอ แม้บางครั้งเขาจะทำให้คุณถูกล้อเลียนว่าเป็นติ่งหูหรือโอตาคุ แต่เขาก็ยังคงเป็นบุคคลที่คุณชื่นชมเสมอ ฮีโร่ในดวงใจของคุณแข็งแกร่ง กล้ามเป็นมัดๆและมีเสน่เหลือร้าย ถึงกระนั้นเขาก็ยังใจดี รักเด็ก...ช่างเมพเสีย นี่กระไร แม้ภาพลักษณ์ของเขาจะเปลี่ยนไปเมื่อคุณโตขึ้น คุณก็ยังชื่นชมเขาอยู่ดี เมื่อฮีโร่ในดวงใจสำคัญปานนี้ เราจะขอเสนอแนะทางเลือกฮีโร่ให้กับคุณ

 

คุณพ่อ

 

ให้ตายสิ... คุณพ่อไม่ใช่ฮีโร่ คุณพ่อไม่เหมาะจะเป็นฮีโร่ของคุณ คิดให้ดีๆสิ มนุษย์ค้างคาวมีเงินเป็นพันๆล้าน ไอ้แมงมุมไต่ตึกได้ และฮารุฮิเป็นพระเจ้า! แล้วคุณยังเลือกคุณพ่อเป็นฮีโร่?!

คุณพ่อดื่มสุรา...หนัก หัวราน้ำด้วย คุณพ่อนุ่งผ้าขะม้าผืนเดียวนอนดูโทรทัศน์บนโซฟาในวันที่คุณพาเพื่อนมาเยี่ยม บ้านและทำให้คุณเป็นทอล์คออฟเดอะสคูลไปทั้งเดือน ที่สำคัญที่สุด คุณพ่อล็อกลิ้นชักที่เก็บหนังสือโป๊ทั้งหมดในบ้านโดยไม่บอกคุณว่าเก็บกุญแจไว้ที่ไหนเสียด้วย

ยอมรับมาเสียเถอะ คุณพ่อไม่ใช่ฮีโร่ (ถึงคุณพ่อที่กำลังอ่านบทความนี้:ถ้าลูกๆพูดกับคุณในทำนองว่าว่า "คุณพ่อเป็นฮีโร่ของผม/หนู" พึงสังวรณ์ไว้เถิดว่าคุณลูกกำลังจะขออะไรที่แพงมากๆ) แต่ถ้าคุณอยากให้คุณพ่อเป็นฮีโร่จริงๆล่ะก็ลองพิจารณา...

 

คุณพ่อคนอื่น

 

ตรงกันข้ามกับคุณพ่อ คุณพ่อคนอื่นเจ๋งสุดๆ คุณพ่อคนอื่นขับรถที่เงินเดือนคุณพ่อไม่มีปัญญาจ่ายค่าน้ำมันแม้แต่เดือน เดียว คุณพ่อคนอื่นพาลูกๆไปเที่ยวต่างประเทศช่วงปิดเทอม คุณพ่อคนอื่นมีหนังโป๊เป็นตั้งๆและไม่เคยซ่อนจากคุณด้วย คุณพ่อคนอื่นไม่เคยสนใจว่าคุณจะแอบโดดเรียนไปดื่มเบียร์หรือเปล่า

เห็นหรือยังว่าคุณพ่อคนอื่นเจ๋งแค่ไหน?


คุณแม่

อยู่นอกบ้าน ถึงคุณพ่อจะเก่งแค่ไหน แต่พอกลับบ้านก็อยู่ใต้การบังคับบัญชาโดยคุณแม่อยู่ดี ในบางครั้ง แม่ใช้คุณพ่อต่างกระสอบทราย ไว้ใช้ระบายอารณ์ แหมคุณลองคิดดูสิ ถึงแม้จะมีคุณพ่อเป็นผู้บัญญาเกรียนทหารเสียว สุด คุมกองทหารเป็นหมื่นแสน ได้ดั่งใจนึก แต่กลับอยู่ใต้บังคับบัญชาของคุณแม่เพียงคนเดียว ดังนั้นคุณแม่นี่แหละ ผู้มีอำนาจสูงสุดในกองทัพตัวจริงเสียงจริง

-----------------------

ฮีโร่ในดวงใจของผม

 

ผมหน่ะ อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เยอะนะ มีบุคคลสำคัญ ๆ ในประวัติศาสตร์ที่ผมชอบเยอะแยะเลยหล่ะ  เช่น โจโฉ เมิ่งเต๋อ จากจีน โอดะ โนบุนะกะ จากญี่ปุ่น หรือผู้บริหารสุดเทพ ซีอีโอมือเซียนหลาย ๆ คน เช่น คุณก่อศัะกดิ์ ชัยรัศมี หรือ โทะโยะดะ เอะอิจิโร ผู้ก่อตั้งโตโยต้า หรือ เฮนรี ฟอร์ด ผู้ก่อตั้งฟอร์ด ผมก็ชอบ แต่สุดยอดของสุดยอดกลับเป็นคุณพ่อผมเองหล่ะ

เห็นบ้านผมมีปัญญาส่งผมกับน้องสาวไปเรียนต่อโทที่ออสเตรเลียแบบนี้ ผมจะบอกว่าก่อนนี้บ้านผมจนนะจะบอกให้

ต้นตระกูลผมเป็นตระกูลชาวนา (ซึ่งนั่นทำให้ผมถูกปู่สอนให้กินข้าวหมดจาน เศษ ๆ เม็ดข้าวยังไม่เหลือเลยนะ) คุณทวดผมก็แค่คุณหลวงกระจอก ๆ คนนึงในกระทรวงธรรมการ (ศึกษาธิการ) คุณปู่ผมก็แค่พนักงานการไฟฟ้าจน ๆ คนนึง ที่ไม่มีแม้กระทั่งเงินส่งเสียลูก ๆ (พ่อและอา ๆ ของผม) เรียนสูง ๆ

พ่อผมจึงเรียนถึงแค่ ปวส เอง แล้วออกมาทำงานส่งเสียอา ๆ ผมจนกระทั่งจบปริญญาตรีกัน และนั่นทำให่้พ่อผมไม่แต่งงานเลยจนอายุ ๓๐ หน่ะ ซึ่งค่อนข้างช้าสำหรับคนรุ่นเขานะ

 ที่แน่ ๆพ่อผมจบปริญญาตรีด้านการตลาดตอนผมอยู่ ป ๓

 ในช่วงวัยหนุ่มเพื่อนพ่อผมเคยถูกชวนให้ไปเป็นโรบินฮู้ดที่อเมริกา แต่แกไม่ไปเพราะกลัวจะส่งเสียน้อง ๆ จนเรียนจบไม่ได้เลยพลาดโอกาสไป

สุดท้าย ผมจึงกลายเป็นคนสานฝันไปเรียนต่อเมืองนอกของพ่อให้เป็นจริงครับ

 พ่อผมเดิมทำงานอยู่เครือซีเมนต์ ต่อมาก็ย้ายไปบริษัทอื่น ๆ  คือ ฮาร์ทฟอร์ต (ขายสี) บุญถาวร (ขายสุขภันฑ์) และทรูแวลู (เจ๊งแล้ว) ตามลำดับ

สุดท้าย พ่อผมออกมาตั้งกิจการเองตอนผมอยู่ ม ๕ ในปี พ.ศ. ๒๕๔๐ และสุดแสนจะโชคดี ฟองสบู่แตกโพล่ะ ! บ้านผมเจอ NPL เข้าไปสิบล้าน

---------------------

 วันนี้ จะหมดปี ๒๕๕๒ แล้ว พ่อผมยืนอยู่บนธุรกิจของตัวเองมาแล้ว ๑๒ ปี จากจุดเริ่มต้นแบบติดลบ เจอฟองสบู่แตกเอาตอนเริ่มกิจการของตัวเอง แต่ผมคิดว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พ่อผมเป็นฮีโร่ของผมหรอกนะ

แต่มันคิดสิ่งที่พ่อให้ผมต่างหาก ไม่ว่าจะเรื่องของวิชาการบริหาร แนวคิด หรืออะไรต่อมิอะไรหลายต่อหลายอย่าง

ท่ามกลางหมู่เพื่อนฝูงวิศวกรด้วยกัน ผมกลับกลายเป็นวิศวกรที่มีความรู้ด้านการบริหารดีโดดเด่นกว่าเพื่อนฝูงเข้า เนื่องด้วยระบบการปลูกฝังที่มี

ทุก  ๆ เดือนก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะยังไง ผมจะต้องเขียนรายการเบิกให้พ่อทุกเดือนว่าเดือนนี้จะเบิกเงินไปทำอะไร เท่าไร ซึ่งมันคือการทวนตัวเองว่าเราจะใช้เงินทำอะไร

และทุก ๆ  เดือนเช่นกัน ผมจะต้องทำบัญชี และทำแผนภูมิเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายแสดงให้ดู ซึ่งนี่คือวิธีการทำงานของบริษัทใหญ่ ๆ หลาย ๆ ที่ครับ

เวลาผมจะขอเบิกเงินซื้ออะไรสักอย่าง ผมจะต้องเขียนรายงานนำเสนอ ซึ่งจะต้องเขียนว่า จะซื้อไปทำอะไร ทำไมต้องซื้อ มีทางเลือกอะไรในตลาดบ้าง แล้วเปรียบเทียบมา และสุดท้าย ทำไมถึงเลือกสินค้าตัวนี้ ซึ่งมันก็คือการเขียนรายงานเบิกของในบริษัทใหญ่ ๆ อีกเช่นกันครับ

สำหรับแนวคิดเรื่องการบริหารบางส่วน เช่น เรื่องแนวคิดการผลิตแบบ Mass Production ของท่านนั้น มันกลายเป็นเรื่องโบราณไปแล้วครับ ตอนนี้โลกการผลิตของเรา ณ เวลานี้คือการผลิตแบบ Customisation แล้วครับ ซึ่งในแง่นี้นั้น ท่านได้กลายเป็นคลื่นลูกเก่าไปเรียบร้อยแล้ว

แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่คลื่นลูกเก่าอย่างท่านยังทำหน้าที่ได้ดีอยู่ก็คือ สิ่งที่เรียกว่า "สัจธรรม" ครับ

ทุกท่านครับ ไม่ว่าโลกใบนี้จะเปลี่ยนไปสักเพียงไหน เทคโนโลยีจะมีความก้าวหน้ามากขึ้นเท่าไร แต่มนุษย์เรานั้นไม่เคยเปลี่ยนครับ

บิ๊กจิ๋วนั้นชอบอ้างคำพูดของ พลเอก อาเธอร์ แม็คอาเธอร์ วีรบุรุษสงครามโลกครั้งที่สองชาวอเมริกันว่า "ทหารแก่ไม่เคยตาย" ครับ

ความหมายที่แท้จริงของวลีนี้นั้น หมายถึงว่า "คนที่ผ่านอะไรมามาก มีประสบการณ์สูงกว่านั้น ถึงแม้จะไม่ทันโลกยุคใหม่ก็จริง แต่กลับเข้าถึงสัจธรรมมากกว่า"ครับ

แน่นอน สิ่งที่ทำให้พ่อผมเป็นฮีโร่ในดวงใจนั้น ไม่ใช่ความสำเร็จในชีวิตหรืออะไรหรอกครับ

หากแต่เป็นความเข้าใจโลกและการถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นให้ลูก ๆ ต่างหากหล่ะ

 

ป.ล. อาทิตย์นี้เงินเดือนแรก เลยพาที่บ้านไปเลี้ยงข้าวซ่ะ ผมไปเกือบสองวัน แต่ไม่เป้นไร ค่าแรงแค่สองวันเอง ชิว


edit @ 5 Dec 2009 22:58:21 by Brandy Frisky

 

วันก่อนไปทานข้าวกับรุ่นน้องภาคจุลชีวะมาครับ ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้ผมเขียนหัวข้อวันนี้ขึ้นมา

ก่อนที่จะเริ่มว่ากล่าวอันใด ต้องขออภัยสำหรับหลาย ๆ ท่านจริงจริงเพราะผมงานยุ่งมาก แถมจนใจด้วยว่าที่บ้านผมต่อเน็ทได้เพียงเครื่องเดียว ดังนั้นจึงต้องแย่งกันใช้งานครับ

ไว้ได้งานเป็นที่แน่นอนแล้วผมก็จะติดเน็ตเองแล้วหล่ะ 

---------------------------------

 ก่อนอื่น ผมขออธิบายเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยของผมเสียก่อนว่า "ที่นี่มีความเป็นภาควิชา มากกว่าความเป็นคณะ" กล่าวคือบุคลากรของมหาวิทยาลัยของผมจะมีความรู้สึกรักภาควิชามากกว่าคณะที่ตัวเองสังกัด ซึ่งข้อสังเกตุง่าย ๆ ถ้าคุณไปถามเด็กบางมดว่าเรียน/จบอะไร ก็จะได้รับคำตอบว่า เรียนภาควิชานั้น ภาควิชานี้ ในขณะที่เด็กมหาวิทยาลัยอื่นจะบอกว่าเรียนคณะนั้นนี้ เช่นผม ผมจะตอบว่า "ผมจบเครื่องกล" ไม่ใช่ "วิศวะ"

เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าบางมดเราจัดแบ่งนักศึกษาเข้าภาควิชาเลย ไม่ผ่านการเรียนรวมก่อนในปีแรกแล้วจึงแยกภาควิชาอื่นเฉกเช่นที่มหาวิทยาลัยอื่นเขาทำกันครับ

ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นวิศวะเหมือนกัน แต่ถ้าอยู่ต่างภาค ก็เหมือนอยู่ต่างพวก ตัวอย่างเช่นผม เด็กภาคเครื่องกล เวลามองเด็กภาคจุลชีวะนั้น ก็จะมองด้วยความรู้สึกที่เหมือน ๆ กับเวลามองเด็กภาควิศวะเคมี ครับ หรือพูดง่าย ๆ ว่า คำว่าคณะแทบจะไม่มีความหมายในสายตาเด็กบางมดเลย

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่นักศึกษาต่างภาคจะได้เข้ามาใกล้ชิดกันนั้น มีเพียงโอกาสเดียวคือเวลาที่ต้องเรียนร่วมกัน ซึ่งจะมีผลดีมาก ๆ ในช่วงปีหนึ่ง เพราะความเป็นภาควิชานั้นยังไม่แรงเท่าไร แต่เมื่อมาปีแก่แล้วจะยากขึ้นครับ

สำหรับในเรื่องนี้ ภาควิชาเล็ก ๆ จะได้รับโอกาสสูงกว่า ในขณะที่ภาควิชาใหญ่อย่างภาคผม วิศวกรรมเครื่องกลนั้น แทบจะไม่มีเลย

สำหรับเรื่องนี้นั้น คงจะเป็นเรื่องเดียวที่คำว่าคณะ มีความหมาย เพราะว่าการผสมห้องเรียนนั้น จะไม่มีการปนเด็กต่างคณะกันครับ (ยกเว้นวิชาช่วย วิชาเลือกและวิชาสายสังคม)

-----------------------------------

 เด็กภาคเครื่องกลอย่างพวกผมนั้นอาพับนัก ด้วยความที่เป็นภาควิชาใหญ่ โอกาสที่จะได้เรียนรวมกับเด็กภาควิชาอื่นนั้น น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย กอปรกับว่า ภาคเรานั้นแทบจะเป็นผู้ชายล้วน อัตราผู้ชายต่อผู้หญิงเป็น ๒๐ ต่อ ๑ด้วยเหตุนี้ การปฎิบัติต่อเพื่อนฝูงนั้น จะตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม และแน่นอน การพ่นคำหยาบคายเป็นเรื่องปกติ 

 เรื่องกินเหล้าและเรื่องท่องโลกราตรีนี่ ไม่ต้องพูดถึง มันของตาย

สำหรับเรื่องความป่าเถื่อนนั้น ผมกล้าพูดว่า คนภาคอื่นชอบคิ่ดกันไปเอง สืบเนื่องจากชื่อภาค "เครื่องกล" นั้น ทำให้คนนึกถึงเด็กช่างกลที่มักจะมีข่าวต่อยตีกันกระมังจึงเป็นเช่นนั้นไป

อย่างน้อย ในปีแรกที่ผมเข้ามา ภาควิชาของผมได้รับรางวัลภาควิชาแต่งกายดี ๓ ปี ซ้อน และรักษาตำแหน่งนี้เอาไว้ได้จนถึงปีที่ผมจบไปนะเออ

----------------------------------

 ภาควิชาอื่นเขาอาจจะมองว่าผู้หญิงเท่าเทียบกับผู้ชายก็จริง แต่ไม่ใช่ภาควิชาของผม เพราะภาควิชาของเรานั้น ผู้หญิงอยู่ในฐานะที่สูงกว่าพวกเราผู้ชายอกสามสอกครับ เรื่องของเรื่อง ผู้หญิงมันน้อย ต้องถนอมพวกมันเอาไว้ พวกมันเลยได้ใจ จิกหัวใช้กันสนุกสนานเลย (พวกเราเรียกผู้หญิงว่า "สมบัติภาค"ครับ ๕๕๕)

ถ้าคุณผู้หญิงมาทานข้าวหรือร่วมวงกับเด็กภาคผมแล้ว ไม่ต้องห่วงอะไรหรอกครับ เพราะคุณจะไม่มีโอกาสได้จ่ายมากกว่าพวกเราแน่นอน หรือในบางกรณี คุณไม่มีโอกาสแม้แต่จะจ่ายด้วยซ้ำ

และนี่คือพวกเรา "สุภาพบุรุษเครื่องกล" ครับ

นอกจากนี้ ดูจากอาจารย์ของพวกเรา ถึงแม้ว่าต่อหน้าพวกเรานั้น ท่านจะดุแค่ไหนก็ช่าง แต่พอกลับถึงบ้านแล้ว  ท่านรู้ครับว่า "ไผเป็นไผ" เป็นสามีที่อยู่ในโอวาทอันดีของศรีภรรยากันเกือบทุกคน (อาจารย์ผมเป็นข้อยกเว้นนะ)

-----------------------------

เดี๋ยวข้าคุ้มกันให้เอง ความจริงผมรู้อยู่แล้วหล่ะว่าสาว ๆ ต่างภาคมักจะมองหนุ่มเครื่องกลในแง่ลบเสมอมา แต่เมื่อวานไปคุยกับน้องคนนั้น ผมถึงได้รู้ว่า

 

มันเลวร้ายกว่าที่คิดเยอะ!!

 

 โดยปกติแล้ว ในการแข่งกีฬาเฟรชชี่นั้นภาคเครื่องกลมักจะโดนจับคู่กับภาคจุลชีวะ (จากนี้จะเรียกว่า"ภาคไมโคร" เพราะในบางมดเราเรียกกันแบบนั้น) เนื่องจากว่า เครื่องกลมีแต่ผู้ชาย ไมโครมีแต่ผู้หญิงครับ

แต่ในสายตาของสาว ๆ ไมโครนั้น ภาคเครื่องกล อุปมา แดนเถื่อนอันไร้ซึ่งกฎหมาย การที่จะเดินทางไปยังภาคเครื่องกลของสาว ๆ ไมโครนั้น อุปมา อภิสิทธิ์ไปเยือนเชียงใหม่ก็มิปาน ด้วยกริ่งเกรงว่าจะถูกเด็กเครื่องกลกลุ้มรุมทำร้าย ฉีกเนื้อออกเป็นชิ้น ๆ จับกินแกล้มเหล้า (สนใจเคนชิโร่ไปคุ้มกันไหมจ๊ะ อะต๊า!) 

 ภาคผมมันป่าเถื่อน ทำตัวราวกับสัตว์ร้ายขนาดนั้นเชียวเรอะ คนนะ ไม่ใช่แมว (เอ๊ะ อะไรเนี่ย)

นี่ใช่พวกคุณคิดกันไปเองหรือไม่ ?

-----------------------------------------

 เห็นไหมครับ เด็กภาคผมน่าสงสารมาก ถูกสาว ๆ ในมหาลัยใส่ร้ายป้ายสีจนเหมือนไม่ใช่คน สาว ๆ มหาลัยอื่น ที่มีจิตเมตตา (และหน้าตาดี) กรุณาเข้ามาช่วยปลอบประโลมหนุ่ม ๆ เครื่องกลบางมดทีครับ (สรุป เรียกร้องความสนใจ ว่างั้นเถอะ)

----------------------------

อันนี้แถมครับ ตำนานไร่ส้ม ของบางมดเรา

ในอดีตนั้น จะมีไร่ส้มของคุณลุงคุณป้าอยู่หลังมหาวิทยาลัยครับ ซึ่งคุณลุงคุณป้านั้นเอ็นดูเด็ก ๆ มหาลัยเรามาก (ตอนนั้นยังเป็นแค่สถาบัน) ปล่อยให้พวกรุ่นพี่ ๆ (ผมมาไม่ทันยุคไร่ส้มยังอยู่) ของเราได้เข้าไปตั้งวงเหล้าและทานส้มได้ตามใจ ซึ่งนั่นทำให้ไร่ส้มของท่านนั้นคือศูนย์รวมจิตใจของพวกรุ่นพี่ ๆ เลยทีเดียว

เสียดายที่ต่อมา คุณลุงคุณป้าที่แก่ตัวลงตามอายุนั้น ไม่สามารถที่จะดูแลไร่ส้มต่อได้ไหว แลลูกหลานของท่านก็ไม่คิดจะรับช่วงต่อ ท่านจึงยกที่ตรงนั้นให้สถาบันของเราฟรี ๆ แต่เสียดายที่ทางผู้บริหารพิจารณาว่าไม่มีงป ฯ มากพอที่จะดูแลไร่ส้มของท่าน พวกท่านจึงยกที่ให้เป็นของกรุงเทพมหานครแทน

พื้นที่ตรงนั้น ปัจจุบันก็คือ "สวนธนบุรีรมณ์" นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม

ไม่ว่าเวลาจะผันผ่านไป อีกกี่สิบปี ไม่ว่าทักษิณจะพยายามสอดมือเข้ามาในมหาวิทยาลัยผมผ่านทางนอมินีชื่อ "มูลนิธิไทยคม" เพื่อให้มีการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยด้วยการให้ยกเลิกการใช้พระลักษจร (ซึ่งแน่นอน ไม่มีใครเอาด้วยหรอก เพราะมันคือความภาคภูมิใจของนักศึกษามากกว่า ๕๐ รุ่นหนิ ยกเว้นพวกผู้บริหารหน้าเงิน) ไม่ว่าสมัยเรียน พวกเราจะแบ่งภาค แบ่งพวก ทะเลาะเปาะแว้งกันอย่างไร

แต่เมื่อพวกเราจบไป สิ่งที่ยังหลงเหลือนั้นคงมีเพียงสิ่งเดียว

พวกเราคือพี่น้อง คือมดน้อยในไร่ส้มเดียวกัน

ป.ล. สำหรับเด็กมหาวิทยาลัยอื่น พวกเราเป็นพี่น้องร่วมชาติกันนะ ใช่ไหมหล่ะ ถึงจะต่างสถาบัน แต่ก็มีใจรักที่จะพัฒนาประเทศชาติเหมือนกัน ใช่ไหม ?

 

 

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ