เมื่อฉันต้องมา "เตะฝุ่น" + ดราม่าหน้างาน
posted on 29 Dec 2009 04:18 by capt-stg in MYOB
หลังจากห่างหายไปนาน ในที่สุดก็กลับมาแล้วครับ หลังจากที่ไปทำงานในไซต์งานแรกมาครับ ซึ่งไซต์งานคราวนี้เป็นลานเก็บเศษเหล็ก (Scrap Yard) ของโรงงานเหล็กแห่งหนึ่งในมาบตาพุตครับ ซึ่งที่นี่เขาจะรับเอาเศษเหล็กจากทั่วสารทิศมาหลอมใหม่ทำเหล็กแท่งสี่เหลี่ยม หรือที่ภาษาช่างเรียกว่า "บิลเล็ต" (Billet) ครับ ซึ่งเป้นเรื่องธรรมดาของโรงงานของแข็งที่จะเต็มไปด้วยฝุ่นควันแต่ปลอดภัยจากการระเบิดครับ ซึ่งจะตรงข้ามกับโรงงานแกสซึ่งสะอาดเอี่ยมอ่อง แต่เสี่ยงต่อการระเบิดสูงมาก ๆครับ
ฝุ่นทั้งนั้น
หน้าตาของรถที่เป็นโปรเจคแรกของผมหล่ะ
สำหรับโปรเจคนี้ ผมไปทำการดัดแปลงรถขนส่งเศษเหล็กที่เรียกว่า "บัคเก็ต คาร์" (Bucket Car) หล่ะครับ ซึ่งเจ้านี่นั้นมีหน้าที่รับเอาเศษเหล็กจากเครนที่จะคอยคีบเอาเศษเหล็กมาใส่ถังและใส่สารผสมลงไปก่อนจะเอาไปหย่อนตุ๊บลงเตาหลอมครับ ส่วนรถที่ว่านี้ มันจะวิ่งไปมาบนรางครับผม
พูดถึงรางแล้ว ขอเสริมความรู้นิดนึงครับว่า สำหรับการขนส่งทางบกนั้น การขนส่งระบบรางนั้นแท้จริงแล้วเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพมาก ๆ เนื่องจากล้อของรถไฟที่วิ่งบนรางนั้นมีความต้านทานการหมุน (Rolling Friction) ต่ำกว่าล้อรถยนต์ครับด้วยเหตุนี้เอง เจ้าพ่อรถไฟอย่างญี่ปุ่นและเยอรมนีจึงมุ่งพัฒนาระบบรางให้สุดยอด ซึ่ง ณ เวลานี้ สุดยอดแห่งเทคโนโลยีรถไฟคือรถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Levitation Technology หรือเรียกกันสั้น ๆ ว่า Maglev นั่นเอง) โดยมีใช้จริงแล้วที่เซี่ยงไฮ้ เป็นรถไฟยี่ห้อ ซีเมนต์ จากเยอรมนี ซึ่งเจ้านี่ีมีความสุงสุดอยู่ที่ 431 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ส่วนเร็วที่สุดตอนนี้เป็น ของ JR Central ของพี่ยุ่นซึ่ง ณ เวลานี้ทำความเร็วได้ถึง 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ (สุดยอดไหมหล่ะ วิศวกรรมจงเจริญ เย้) ซึ่งว่ากันว่า เทคโนโลยีการขนส่งแห่งศัตวรรตที่ 21 นี้นั้นจะถูกเปลี่ยนมือจากเครื่องบินไปที่รถไฟแหละครับ ซึ่งเพื่อนบ้านเราเช่นเวียดนามเองก็มีวิสัยทัศน์ เลยลงทุนซื้อชินคันเซ็นจากพี่ยุ่นไปให้ประชาชนได้นั่งเล่นกันแล้ว
แต่กับพี่ไทย ขอให้โชคดีกับสหภาพไดโนเสาร์ต่อไปนะครับ
เอาหล่ะ นอกเรื่องไปหนึ่งย่อหน้าแล้ว กลับมาต่อครับรถที่ไปทำนี่จะเห็นว่ามันใหญ่มาก ๆ เพราะของที่บรรทุกก็ใหญ่มาก ๆโดยแค่ตัวถัง ก็ปาเข้าไปที่ 35 ตันเข้าไปแล้ว และของที่จะบรรทุกอีกก็ราว ๆ 45 ตัน และถ้านับน้ำหนักของตัวรถเองนี่ก็อีก 30 ตันเห็นจะได้ครับ รวมคร่าว ๆ แถว ๆ 100 ตันแหละครับ
สะใจไหมหล่ะ
แน่นอนว่า ของเขาขายกันเป้นตัน ๆ ราคาก็ไม่น้อย ดังนั้นเขาจึงต้องการเครื่องมือวัดที่คุณภาพดี ผมจึงต้องไปติดตั้งเครื่องมือชั่งน้ำหนักที่เรียกว่า "โหลดเซล" (Load Cell) ใหม่ให้เขาครับ ซึ่งโหลดเซลของผมนี้ ตัวใหญ่สะใจกว่า และปรับปรุงระบบการรับน้ำหนักให้เขาใหม่ด้วยหล่ะครับ โดยงานนี้ ผมรับผิดชอบงานทางกลศาสตร์ทั้งหมดครับ
งานนี้ ขอสารภาพว่า ทำได้ไม่ดีเท่าไร ความพร้อมก่อนขึ้นหน้างานของผมนั้นน้อยมาก ทำให้การดำเนินการนั้นไม่สะดวกเท่าไร การควบคุมผู้รับเหมาที่เป้นระดับช่างนั้น ผมก้มองตัวเองว่าแย่ครับ และสุดท้ายก็ได้รับคำแนะนำจากเพื่อนมาว่าต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ คือ ซื้อน้ำท่า อาหารให้พวกเขากินบ้าง แสดงน้ำใจ แต่บทที่จำเป้นต้องเขี้ยว ก็ต้องเขี้ยวกันไป
นอกจากนี้ ผมเองมองแนวทางแก้ไขไว้ว่า งานหลังจากนี้ ก่อนขึ้นหน้างาน ผมจะทำเอกสารตวรจสอบ (Inspaction Sheets) เอาไว้ จะได้ไม่ลืมว่าต้องตรวจสอบอะไรบ้าง
สำหรับการวางแผนงานนั้น จะต้องละเอียดจริงจริง และต้องเป้นรูปแบบเอกสาร เพื่อให้ง่ายต่อการสื่อสารและเตือนความจำของเราเองครับ
ส่วนลูกพี่ผมเนี่ย ผมมองว่าพี่แกหน่ะ "ห่วยแตก" ครับ เพราะพี่แกแค่สั่ง ๆ แบบไร้ทิศทาง แล้วสะบัดตูดหนีไป ทิ้งความรับผิดชอบทุกอย่างไว้ให้ผมซึ่งเป้นเด็กใหม่ (ลูกพี่ประสาอะไรวะ ?)
ท่านผู้อ่านครับ ขอให้พึงระลึกเอาไว้นิดนึงนะครับ การที่เราจะเป้นผู้นำได้เนี่ย ไม่ได้แปลว่าเราต้องเก่งกว่าลูกน้อง หากแต่เราสามารถทำให้ลูกน้องเรายอมทำงานให้เราได้อย่างหมดหัวใจ ซึ่งคุณสมบัติของคนที่จะเป็นผู้นำได้นั้นจะต้อง
- เป้นคนมีน้ำใจ
- มีความรับผิดชอบ ไม่เอาดีใส่ตัว ชั่วใส่ลูกน้อง
- มีความรู้ความสามารถพอที่จะแนะนำลูกน้องได้
- มีความยุติธรรม
- รู้จักเอาใจใส่ทุกข์สุขของลูกน้อง
edit @ 29 Dec 2009 06:29:41 by Brandy Frisky
ความจริงผมรู้อยู่แล้วหล่ะว่าสาว ๆ ต่างภาคมักจะมองหนุ่มเครื่องกลในแง่ลบเสมอมา แต่เมื่อวานไปคุยกับน้องคนนั้น ผมถึงได้รู้ว่า