Idealism

 

 

ดูเหมือนว่าวันนี้จะเป็นอีกวันที่ผมจะพูดถึงความปอดภัยนะครับ  ผมไม่ทราบนะว่าพวกคุณจะเบื่อกันหรือเปล่า แต่สำหรับผมถือว่าเป้นเรื่องดี เพราะว่า นี่คือสามัญสำนึกที่วิศวกรมืออาชีพจะต้องมีครับ

เมื่อวานเข้างานที่โรงงานลูกค้าเป็นวันแรก ซึ่งตามระเบียบ เราต้องเข้าอบรมความปลอดภัยก่อน เพื่อให้รู้ว่าต้องปฎิบัติอย่างไรบ้างครับ นอกจากนี้ ลูกพี่เองก็ให้ข้อคิดว่า

"ความปลอดภัยสำคัญกว่างานจบ เอา(ร่างกาย)กลับไปให้ครบทุกชิ้นส่วน"

----------------------------

สำหรับคนทั่วไป อาจจะคิดว่าเรื่องความปลอดภัยนั้นไม่สำคัญเท่าไร แต่ในโรงงานแล้ว ไม่ได้เลยครับ โดยเฉพาะโรงงานปิโตรเคมี นอกจากว่า อันตรายนั้นอาจจะร้ายแรงถึงชีวิตของเพื่อนร่วมงานหลาย ๆ คนแล้ว (พลาดมาไม่ได้ซวยคนเดียว ขอย้ำ) ความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุจนทำให้โรงงานต้องหยุดงานนั้น มูลค่าความเสียหายอาจจะเป็นหลักล้านบาทต่อนาทีครับ

ดังนั้น สำหรับวิศวกรมืออาชีพแล้ว ต้องไม่มองข้ามความปลอดภัยครับ

---------------------------

ความจริง ทางทีมของเรารู้มาแต่เมื่อเย็นวันจันทร์แล้วครับว่า ซับพลายเออร์ที่เราติดต่อไว้ให้มาทำงานให้เรานั้น "หนีงาน" ครับซึ่งเรื่องนี้ทำเอาเราปวดหัวอย่างแรงเลยครับ

เรื่องของเรื่อง ทางเราเองก็ผิดที่อนุมัติเงินจ่ายเขาช้าไป ๑ ชั่วโมง เขาเลยชักขากลับเลย วันนี้เราเลยต้องมาคุยกับลูกค้าตรง ๆ ว่าเขาหนีไปแล้ว (ซวย) 

โชคดีที่ลูกค้าเราไม่เขี้ยว โชคดีอีกอย่างคือ คู่แข่งเขาไม่กล้ารับงานนี้แต่เรากล้ารับหล่ะ เขาเลยช่วยเต็มที่  ซึ่งลูกพี่เขาว่า ลูกค้าบางรายเขาเชิญกลับบ้านเลยหล่ะ สำหรับกรณีนี้ (กรุงเทพ-ภูเก็ต ระยะไม่น้อยเลยนะนั่น ถ้าโดนนี่ เซ็งเลย) 

แถมยังช่วยแนะนำซับพลายเออร์แถวนี้ให้ด้วยอีกต่างหาก

อย่างไรก็ตาม นี่คือความโชคดี แต่คราวหน้า มันไม่ควรจะมีอีก ซึ่งตามความเห็นของผม เราต้องมีระบบการจัดการดูแลซับพลายเออร์ที่ดีกว่านี้ครับ การมีซับพลายเออร์ที่ดี เชื่อใจได้นั้น สำคัญมาก ๆ สำหรับการทำธุรกิจที่ต้องการความคล่องตัวสูงในปัจจุบันครับ

เปลี่ยนม้ากลางศึกแบบนี้ ตลกไม่ออกเลยจริงจริงปั๊บผ่าสิ แน่นอน ถึงแม้ว่าเราเองจะผิดที่จ่ายเงินช้า แต่ซับพลายเออร์เอาแต่ใจตัวเอง เล่นตัวแบบนี้ อย่าฝันเลยว่าผมจะจ้าง  (แต่ถ้าคนอื่นในบริษัทจะจ้าง แล้วแบกรับความเสี่ยงเอาเอง ก็เรื่องของเขา ผมไม่เอาด้วยหรอกนะ)

วันนี้ผมจะลงมือทำงานแล้วหล่ะครับ เป็นยังไง ไว้มาเล่าให้ฟังครับ

edit @ 12 Nov 2009 07:19:54 by Brandy Frisky

edit @ 12 Nov 2009 07:20:54 by Brandy Frisky

 เมื่อวานออกเดินทางไปภูเก็ตแต่เช้ากับลูกพี่ที่ทำงานอีกสองคนครับ ซึ่่งพอขึ้นรถได้ไม่นาน ลูกพี่ก็ถามขึ้นมาครับ"เอ็งชินกับถนนเมืองไทยรึยัง ?"

-----------------------------

อย่างแรกสุดเลย นี่เป็นนิสัยที่ผมติดมาจากที่ออสเตรเลียครับ คือ ขึ้นรถเมื่อไร ผมคว้าเข็มขัดนิรภัยมาใส่ก่อน ถึงแม้ว่าจะนั่งหลังก็ตาม นั่นเพราะโดยกฎหมายของที่นั่น ไม่ว่าจะนั่งที่ไหนก็ต้องคาดหมดครับ

เหตุผล "ปลอดภัยไว้ก่อน" ครับ 

ใครไม่คาด ไม่ว่า ชีวิตใครชีวิตมัน

---------------------------------

 ตามทางผ่านลงใต้ ผมพบภาพแปลก ๆ มากมายเลยครับ หลายคนขี่บอร์เตอร์ไซด์แบบแปลก ๆ แทนที่จะอยู่เลนซ้าย กลับมาอยู่เลนขวา แถมขับช้า ๆ เดียวด้วยสิ

บนถนนทางหลวงนี่ โดยเฉี่ยวปังเดียวจอดนะพี่ แถมแถวนั้น รถวิ่งเร็วได้ ชนแล้วหนีหน่ะ รู้จักไหมพี่

หลายคน ขับขี่โดยไม่สวมหมวกกันน็อก บางคน แขนวหมวดกันน็อกไว้เป็นเครื่องประดับ

ลงวัดพื้นแล้วดับ จะมานึกเสียใจเอาที่หลังมันช่วยไม่ได้นะจ๊ะ

------------------------

 ในการสอบใบขับขี่ของออสเตรเลียนั้น สำหรับรถยนต์ ไม่ยาก สอบข้อเขียนผ่านแล้วไปหาโรงเรียนสอบขับรถ ให้เขาสอนให้ ๖๐ ชั่วโมงแล้วเอาลายเซ้นต์มา เท่านั้นก็ได้แล้ว

แต่สำหรับมอร์เตอร์ไซด์ คุณต้องเขาเรียนในโรงเรียนที่รัฐบาล แถมกินเวลาเรียนถึง ๙ เดือนแหนะ เพราะเขาเห็นว่ามันอันตราย เลยต้องเข้มไง

แถมแค่หมวกกันน็อกอย่างเดียวไม่พอหรอกนะ ต้องใส่ชุดป้องกันอย่างอื่นด้วยหล่ะ

เขาไม่อยากให้ประชาชนของเขารีบตายหน่ะ (ถึงแม้บางพวกจะอยากรีบตายก็เถอะ)

----------------------------

 บนไฮเวย์ บางคันขับช้าแสนช้า แต่ว่านะ ดันไปซ่าอยู่เลนขวา สร้างความน่ารำคาญยิ่งนัก ลูกพี่ผมเลยถามว่า ออสเตรเลียมีถนนที่ห้ามวิ่งช้ากว่า ๑๒๐ กม/ชม ไหม (ที่รู้มีถนนออโตบาห์น ในเยอรมนี)

คำตอบคือ ไม่มีหรอกครับ แต่แน่ ๆ บนถนนหลวง ถ้าขับช้าเกินไป ก็โดนจับข้อหาขับขี่อันตรายเช่นกัน

เรื่องของเรื่อง คุณควรจะขับเร็ว แต่ดันช้า คนอื่นเขาตามมาแล้วนึกว่าคุณเร็ว (ตามการบังคับของถนนนั้น ๆ ) เลยเสยตูดคุณอย่างช่วยไม่ได้

กรณีนี้ ถึงเขาจะจูบตูดคุณแต่คุณก็ผิด ข้อหาขับขี่อันตรายจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุจ๊ะ (วุ่นวายเนอะ)

 -------------------------------

 จริงจริง เรื่องพวกนี้ เห็นจนชินตามานานแล้วหล่ะ แต่ผมไม่ไปชินแล้วทำตามพวกเขาหรอกนะ กลัวตายหน่ะ

ว่ากันว่า คนไทยเรารักสบาย แต่ว่า เรารักความสบายมากกว่าชีวิตและความปลอดภัยของตัวเราเลยหรือไงกัน ?

edit @ 11 Nov 2009 07:52:40 by Brandy Frisky

 

ก่อนอื่น ต้องขออภัยหลาย ๆ ท่านที่ทำให้มาเก้อครับ พอดีช่วงที่ผ่านมาผมเอาเวลาไปเตรียมตัวเริ่มงานใหม่แถมเน็ตที่บ้านล่มอีก เลยไม่ได้อัปบล็อกครับ

วันนี้ ผมก็กำลังจะลงไปภูเก็ตอีก (ทำงานวันที่สอง โดนเตะส่งลงไปภูเก็ตเลย ยอดไหมหล่ะ) แถมคำสั่งคือ ให้สะแตนบายจนถึงวันเสาร์ (รับน้องโหดจริง) ดังนั้น ถ้าดวงดี มีเน็ตให้ใช้ คงจะได้เจออัปบล็อกได้ไว แต่ถ้าไม่ ขออภัยล่วงหน้าครับ

สำหรับวันแรก ครึ่งวันแรกหมดไปกับกิจกรรมฝึกภาษาอังกฤษเพราะทางบริษัทต้องการที่จะก้าวขึ้นไปจาก Local Player เป็น Global Player โดยมีการเป็น Reginal Player เป็นก้าวแรกครับ

อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องธรรมดาของการเปลี่ยนแปลงองค์กร ที่จะต้องมีแนวต้านบ้าง แต่อย่างไรก็ตาม ดูกันต่อไปครับ

(แน่นอน เขาจ้างผมมา ก็เพราะแบบนี้ด้วยแหละมั้ง)

------------------------

 ก่อนจะเริ่มงาน ผมออกตระเวณนั่งรถเมลเล่นครับ แล้วมีอยู่ัวันนึง ผมก็สังเกตุเห็นครับว่า ค้อนทุบกระจกสำหรับหนีฉุกเฉินบนรถเมลมันหักครับ แต่ไม่ได้ถูกเปลี่ยนอันใหม่ที่ใช้งานได้ นอกจากนี้ ดูจากลักษณะแล้ว คิดว่าเป็นแบบนี้นานแล้วหล่ะ

คราวนี้  ผมเลยมองครับ คนบนรถเมลนี้มีอยู่ ๑๐๐ คนโดยประมาณ (เป็นรถเมลแบบยาวครับ) และผมสมมติว่า โอกาสที่รถเมลจะพลิกคว่ำนั้นเ็ป็น ๐.๐๐๐๑% นอกจากนี้ ประเมินเอาว่า ค้อนดัี่งกล่าว ถ้าหามาใหม่มูลค่าจะอยู่ที่ ๑๐๐ บาท

ดังนั้น ถ้าคำนวนจากหลักการ Risk Evaluation แล้ว จะพบว่า มูลค่าชีวิตของคนบนรถเมลที่ผมนั่งมานั้นมีค่าไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อคน พอ ๆ กับค่าทำศพที่บริษัทต้องจ่ายให้พนักงานที่เสียชีวิตในหน้าที่ตามกฎหมายเลย

แปลว่า ขสมก ยินดีจ่ายค่าทำศพพวกเรามากกว่าการซื้ออุปกรณ์ที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการชีวิตพวกเรางั้นเหรอ ?

พอมานั่งมองย้อนกลับไป ข่าวรถไฟตกราง พอมันตกไปแล้ว เดี๋ยวมันก็ตกอีก โดยไม่มีใครคิดจะเข้ามาแก้ไขสักที นอกจากรอบนี้ที่สหภาพรถไฟถือโอกาสออกมาประท้วง ใช้คำว่าเพื่อประชาชนเข้าอ้างเพื่อเล่นเกมการเมียภายใน สร้างความเดือนร้อนให้ประชาชนเข้าไปอีก

ชีวิตของพวกเราคนไทยมันราคาถูกอย่างนั้นเชียวเหรอ พวกเราที่ต้องจ่ายภาษีไปให้พวกพี่แกกินกันจนอ้วนพีนี่อ่ะนะ

----------------------------------------

 ถ้านี่เป็นออสเตรเลีย มันไม่เกี่ยวหรอกครับว่า มูลค่าของประชนชาจะเป็นเท่าไร คุ้มค่าหรือไม่ แต่ความปลอดภัยต่อชีวิตของประชาชนต้องมาก่อน

ที่บ้านเรา อัตราภาษีเงินได้ขั้นต่ำคือ ๗% แต่เรารู้สึกว่า เราไม่อยากจะจ่ายมันเลยใช่ไหมหล่ะครับ

แต่ที่ออสเตรเลีย อัตราภาษีเงินได้ขั้นต่ำของเขาคือ ๒๗%  แต่คนของเขากลับรู้สึกว่าพวกเขายินดีที่จะจ่าย

ข้อแตกต่าง ไม่ใช่เพราะฝรั่งมันวินัยสูงอะไรแบบที่คนไทยบางพวกชอบคิดหรอกครับ แต่เพราะว่าเขารู้สึกว่า มันคุ้มค่าที่จะจ่าย เพราะสวัสดิการสังคมที่พวกเขาได้กลับมานั้น มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย

แค่คิดว่าเงินภาษีที่เราจ่ายไป เราจ่ายให้พวกขี้เกียจสันหลังยาวพวกนั้นเอาไปกินเล่น ก็แทบจะชักมือกลับแล้ว ยิ่งคิดได้ว่า บางส่วนอาจจะกลายไปเป็นเฟอรารีให้ลูกนักการเมียขี้ฉ้อเอาไปขี่เล่นแล้วไฟไหม้ลุกท่วม หรือเอาไปอัปยา บี้ดารานี่ 

"กูไม่อยากจ่ายภาษีเลยหว่ะ ปั๊ปผ่าสิ"

 ป.ล. ผมเป็นพลเมืองไทยเต็มขั้น แต่กลับไม่สามารถยื่นทำบัตรทองขอมีสวัสดิการสังคมจากรัฐบาลไทยได้ เพราะระบบคอม ฯ ของรัฐบอกว่าตัวผมยังอยู่ที่ออสเตรเลีย (แล้วที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเอ็งนี่ใครวะ กระเหรี่ยง ?) ในขณะที่เมื่อผมยื่นขอ Permanent Recident Visa ของออสเตรเลีย เพื่อทำงานหาประสบการณ์ที่นั่น (แต่ล่มแฮะ เศรษกิจมันแย่ หางานไม่ได้เลย จึงกลับก่อนดีกว่า) ผมก็ได้รับสวัสดิการสังคมจากรัฐบาลออสเตรเลียแล้ว นี่ขนาดว่า ยังไม่ได้จ่ายภาษีสักบาทนะเนี่ย

ป.ล. น๒ อ่านบทความ ภาษี ของไร้สาระนุกรมได้ที่นี่ครับ

 ป.ล. ๓ ขอแสดงความยินดีกับการเข้าพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตรของ Namesate ศิษย์น้องของผมด้วยครับ (ศิษย์พี่กะเข้ารับปีหน้าถ้าเขาให้นะ ๕๕๕)

edit @ 10 Nov 2009 05:22:36 by Brandy Frisky

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ