Australia

 

บ้านเราเนี่ย มีแต่นักการเมียหน้าตาแปลก ๆ ดีพักหลัง ๆ มาหน้าตาดี ๆ อย่างพี่เสียบ พี่มาร์คให้รู้สึกว่าดูดีมั่ง ค่อยโอเคหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม เอาเข้าจริงแล้ว แต่ละคนก็แก่ ๆ แล้วทั้งนั้น อย่างพี่มาร์ค ปีนี้ก็ ๔๘ พี่เสียบ ๔๕ จัดได้ว่า แก่ทั้งนั้นแหละ (แค่หนุ่มสำหรับบ้านเรา)

นอกจากนี้ บ้านเราก็อุดมไปด้วยนักการเมียงี่เง่า คนเป็นอัลไซเมอร์ หรืออะไรที่มันตลก ๆ สารพัด ที่มักจะมาเล่นตลก (ที่คนดูตลกไม่ออก) ในสภาเป็นประจำ

ด้วยเหตุนี้ วันนี้เราหนีไปดูออสเตรเลียกันมั่งดีกว่า ผมจะแนะนำให้ทุกท่านรู้จักกับ ท่านวุฒิสมาชิกคนเก่งสุดเซ็กซี่ นาม เคท อีลิส (Kate Ellis) ครับ

 

 

พี่เคทในงานบอลของสมาชิกสภาสหพันธ์ เซ็กซี่ไหมหล่ะ

ก่อนที่จะไปพูดถึงพี่เคท ผมขออธิบายก่อนครับว่า รัฐบาลในออสเตรเลียมี ๒ ระดับ คือระดับสหพันธ์ (Federal) และระดับท้องถิ่น (Local) โดยรัฐบาลท้องถิ่นจะดูแลปกครองและออกกฎหมายกันเองในรัฐ โดยมีรัฐบาลสหพันธ์ดูแลทั้งประเทศครับ ซึ่งถ้าว่ากันตามศักดิ์ของกฎหมายแล้ว อาจจะพูดได้ว่า กฎหมายที่ออกโดยสภาสหพันธ์นั้นสูงกว่ากฎหมายที่ออกโดยรัฐบาลท้องถิ่นครับ

ซึ่งพี่เคทนี่ เธอเป็นสมาชิกสภาสหพันธ์รัฐ ตัวแทนจากเมืองแอดิเลด แห่งรัฐเซาท์ ออสเตรเลียครับ (ไม่ใช่ภาคใต้ของออสเตรเลียอย่างที่ผู้จัดเกรียนเข้าใจนะเออ) ซึ่งพี่เคทคนนี้ เธอได้เป็นวุฒิสมาชิกครั้งแรกในวันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๗ ครับ ซึ่งในขณะนั้นเธอเพิ่งจะมีอายุเพียง ๒๗ ปีเท่านั้นเอง และเป็นวุฒิสมาชิกที่สาวที่สุดที่สภาสหพันธ์เคยมีมาด้วยครับ (อ้างอิง) แต่ตอนนี้ มีคนที่อายุน้อยกว่าเธอคืออามาดา ริชวอร์ส ตัวแทนจากคิงสตัน รัฐเซาท์ ออสเตรเลีย โดยเธออายุ ๓๑ ณ เวลาปัจจุบัน

สามปีถัดมา ปี ๒๕๕๐  นายเคลวิน รัดด์ มีชัยในการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาล เคท อิลิสก็ถูกเลือกให้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงกีฬาและกระทรวงเยาวชนควบสองกระทรวง กลายเป็นรัฐมนตรี (ระดับชาติ) ที่สาวที่สุดในประวัติศาสตร์ออสเตรเลียอีกตำแหน่งครับ (อ้างอิง)

นอกจากนี้ เธอเองยังได้รับตำแหน่ง วุฒิสมาชิกที่เซ็กซี่ที่สุดในออสเตรเลียด้วยนะ ขอบอก (แต่ความจริงแล้ว วุฒิสมาชิกของออสเตรเลียชุดปัจจุบันมีคนที่มีอายุขึ้นด้วยเลขสามพอสมควรเลยนะ ซึ่งหมายความว่าบางคนได้เป็นวุฒิสมาิชิกเมื่ออายุยังไม่ถึงสามสิบครับ)

-------------------------------

 จะว่าไปแล้ว โดยประวัติของเธอนั้น จัดได้ว่าค่อนข้างจะโดดเด่นมากครับ โดยเธอนั้นจบปริญญาตรีมาจากมหาวิทยาลัยฟลินส์เดอร์ ด้านรัฐศาสตร์-ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (โมริ มาโมรุ นักบินอวกาศคนแรก ๆ ของญี่ปุ่นเป็นรุ่นพี่มหาวิทยาลัยของเธอครับ)

ระหว่างเรียน เธอเองก็ทำงานกิจกรรมควบคู่ไปด้วยโดยได้เป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ภายในของมหาวิทยาลัย และ เลขาธิการทั่วไปของสโมสรนักศึกษาครับ

นอกจากนี้ เธอเองก็เป้นสมาชิกพรรคแรงงาน (ออสเตรเลีย) และทำงานให้พรรคในฐานะนักวิจัย เคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้รัฐมนตรีแห่งรัฐเซาท์ ออสเตรเลีย และที่ปรึกษารองผู้ว่าการรัฐออสเตรเลียก่อนที่เธอจะกระโดดลงสู่สนามการเมืองระดับสหพันธ์ และได้รับเลือกตั้งในที่สุด

นอกจากนี้ สิ่งที่รับรองว่าเธอไม่ได้มาแบบโชคช่วยก็คือ ณ เวลานี้ เป็นสมัยที่สองที่เธอได้นั่งเก้าอี้วุฒิสมาชิกครับ (๑ วาระ สำหรับสมาชิกสภาสหพันธ์คือ ๓ ปี สำหรับระดับท้องถิ่นนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละรัฐ)

------------------------

สิ่งนึงที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเมืองออสเตรเลียก็คือการชักจูงเยาวชนมาเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรคเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการเมือง และแน่นอนว่าเพื่อปั้นนักการเมืองวิชาชีพคุณภาพรุ่นใหม่ด้วยครับ (ขอย้ำว่า วิชาชีพ เพราะพวกนี้เขาทุ่มเทกันจริง ไม่มีมาทำเล่นตลกแบบบ้านเราครับ) ดังนั้น ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมวุฒิสมาชิกของออสเตรเลียจึงมีคนหนุ่มสาวเต็มไปหมดครับ

นอกจากนี้ ในภาษาอังกฤษ เขาใช้คำเรียกวุฒิสมาชิกเหล่านี้เต็ม ๆ ว่า Member of Australian Parliament for [ชื่อพื้นที่ที่ได้รับเลือก] เช่น เคท เธอเป็น Member of Australian Parliament for Adelaide ซึ่ง พวกนี้เขาใช้คำว่า "For" ซึ่งแปลว่า "สำหรับ" และพวกเขาก็ work for กันจริงจริงครับ เวลาถามคำถาม ตั้งกระทู้กันในสภา จะถามคำถามเพื่อ/ปกป้องผลประโยชน์ของพื้นที่ของตัวเองกันจริงจริง (แต่พวกโกงมันก็มีนะ แต่ถ้าโดนจับได้ มันหน้าไม่ด้านพอเหมือนบ้านเรา) การเอาเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของชาติมาโจมตีนี่ น้อยมาก ๆ ที่จะพบเจอ และมักเป็นเรื่องที่เขาคิดว่าเสื่อมศีลธรรมแบบสุด ๆ ครับ ถึงเอามาเล่นกัน

------------------------------

 ประชาชนออสเตรเลีย เอาเข้าจริงแล้วไม่ค่อยอยากจะเรียนหนังสือกันหรอกครับ เพราะชีวิตพวกเขาสุดแสนจะสบาย ตกงาน ไม่มีงานทำ รัฐบาลก็จ่ายเงินให้กิน เจ็บป่วยขึ้นมา ก็จะได้รับการดูแลรักษาด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ดีที่สุดเท่าที่รัฐบาลจะจัดหาให้ได้และฟรี (ขอโทษครับ ในออสเตรเลีย โรงพยาบาลของรัฐคือโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ไม่เหมือนบ้านเราที่เป็นเอกชน)

อย่างไรก็ตาม พวกเขาฉลาดพอที่จะเรียกร้องสิทธิที่พวกเขาควรจะได้จากรัฐบาล และกล้าออกมาประจานเมื่อได้กลิ่นไม่ชอบมาพากล

แน่นอน ไอ้พวกที่มาบอกว่า "ต่างประเทศไม่มีหรอกเรื่องประจานนายก ฯ ตัวเอง"นี่ ขอฟันธงครับ "โกหกทั้งเพ" 

ที่สำคัญ พวกเขาไม่เลือกพวกขี้เกียจสันหลังยาวเหมือนตัวเองมาเป้นนักการเมียหรอกครับ 

ดังนั้น ผู้ที่จะได้รับเลือกนั้น จะต้องขยันแสดงผลงาน ออกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ไม่งั้น ก็อย่าหวังเลยว่าจะได้คะแนนเสียงไป "ฝันไปเถอะ" ซึ่งวิธีการพื้น ๆ ที่นักการเมืองออสเตรเลียทำก็คือการแจกปฎิทินแม่เหล็กติดตู้เย็น ที่มีรายการเบอร์โทรฉุกเฉินพร้อมข้อความบอกว่า "ชั้นเป็นส.ส.ของคุณนะ ถ้าคุณจะติดต่อชั้น ติดต่อที่นี่นะ" จากนั้นก็มีแจกใบปลิวกินนิดหน่อย ว่าช่วงที่ผ่านมา ชั้นไปทำอะไรมามั่ง แล้วชั้นจะไปไหนอีกอย่างต่อเนื่อง

-------------------------

เดี๋ยวนี้ การมีทวิตเตอร์เข้ามา ยิ่งช่วยประชาสัมพันธ์ตัวเองได้ดีเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าให้เปรียบเทียบการใช้ทวิตเตอร์เพื่องานการเมืองของพี่เคทแล้ว เจ๊แกยังสู้ลุงไมค์ แรน ผู้ว่าการรัฐเซาท์ออสเตรเลีย  นักการเมืองรุ่นพ่อไม่ได้นะ เพราะลุงแกยอมฟอลโลคนที่ฟอลโลแก แถมแกไล่อ่านคนที่ทวิตถึงแกด้วยนะ เพราะแกเคยทวิตตอบผมทีนึงด้วยหล่ะ ถึงจะช้าหน่อยก็เถอะ (แต่พักหลังคงเยอะไม่ไหวมั้ง เห็นช่วงนี้แกเดินสายบ่อย อีกไม่กี่เดือนก็จะเลือกตั้งแล้วหนิ เลยต้องปั๊มผลงานกันหน่อยแหล่ะ สู้เขานะลุง) ในขณะที่เจ๊ ไม่ค่อยจะฟอลโลคนอื่นสักเท่าไร

ส่วนรูปแบบการทวิตของเจ๊จะออกแนว ๆ วัยรุ่น ๆ นิดนึง ต่างกับลุงไมค์ที่เป็นผู้ใหญ่กว่า (แต่ลุงแกก็มีพูดถึงเรื่องส่วนตัวอย่างไปเชียร์กีฬานะ)

--------------------

 สุดท้ายนี้ คนโสดเบิ่งตาอ่านซ่ะ ตอนนี้ เจ๊เคท อิลิสยังโสด และไม่มีแฟน เจ๊แกเคยมีคู่หมั้นครับ แต่เพราะทำงานการเมืองหนัก เลยขอถอนหมั้นกับคู่หมั้นครับ (เจ๊แกอ้างว่างั้นนะ ความจริงเป้นไง ไม่ทราบ)

ดังนั้น ใครอยากเด็ดดอกฟ้า ระดับวุฒิสมาชิกและรัฐมนตรียังสาว ก็ลองดูครับ ส่วนผม ขอเป็นหมาเห่าเครื่องบิน โฮ่ง ๆ ครับ ๕๕๕๕ (ชอบแนวสาวเอเชียมากกว่า)

--------------

 เว็บส่วนตัวของเคท อิลิส

เว็บไซด์ : http://www.kateellis.com.au/index.cfm

ทวิตเตอร์ : http://twitter.com/KateEllisMP

 

 

 เคทขึ้นอภิปรายจวกรัฐบาลเมื่อครั้งยังพรรคแรงงานยังเป็นฝ่ายค้าน (แต่ตอนนี้รอโดนจวกแทน)

 

เท่จังเลย

edit @ 1 Nov 2009 00:25:49 by Brandy Frisky

Culture Shock! And How I Managed to Survive that Hell.

posted on 08 Oct 2009 04:35 by capt-stg  in Australia, MYOB

 

 

นักเีรียนนอกบางคนเนี่ย ผมว่าพี่แกบางทีก็ทำตัวน่าหมั่นไส้อยู่เยอะเหมือนกันนะครับ บางคนก็เอามาคุยเสียใหญ่โต อวดเบ่งว่าข้าเคยไปต่างประเทศมา  บางทีฟังแล้วอยากเข้าไปกระทืบจริงจริง

อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนนอกคนหนึ่งเหมือนกัน  และผมจะบอกว่า ในมุมหนึ่งของผม ผมเองก็คิดว่าคนที่จะเป็นนักเรียนนอกได้และจบกลับมาเนี่ย ก็ต้องอึดในระดับหนึ่งเหมือนกันครับ ไม่ใช่แค่ว่าพ่อมีเงินแม่มีตังค์ หรือมีปัญญาหลอกเอาทุนก็จะสำเร็จเสียเมื่อไร จะว่าไปแล้วเมื่อก่อนก็เคยมีเด็กไทยคนหนึ่งที่ได้ทุนไปเรียนต่อที่เยอรมนีแล้วปรับตัวไม่ได้เลยฆ่าตัวตายที่นั่นมาแล้วนะครับ และจากประสบการณ์ของผม ก็เห็นมาเหมือนกันที่มาแล้วรับไม่ได้ บอกบ๊ายบายออสเตรเลียไปครับ

และในทางกลับกัน ผมก็เคยเจอนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอเมริกันที่มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในไทย แล้วรับสภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ ร้องไห้ขี้มูกโป่งบอกลาประเทศไทยกลับบ้านที่อเมริกาไปเหมือนกันครับ

สภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเราจากการย้ายไปอยู่ในบริเวณที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "เคาเชอร์ ช็อค" (Culture Shock) ครับ ซึ่งมันคนละเรื่องกับการย้ายจากกรุงเทพไปอยู่เชียงใหม่เลยหล่ะ (ถ้าผมย้ายไปเชียงใหม่ก็คงชอบเลยหล่ะ สาวเหนือน่ารักออก ร้าน Cottage ก็แสนจะแจ่ม)

ภาพข้างล่างนี้มาจากเว็บสมาคมอังกฤษ-เยอรมันครับ ซึ่งในภาพนี้จะแสดงให้เห็นถึงระยะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจเรา โดยแกนราบแสดงช่วงเวลาและแกนดิ่งแสดงสภาพจิตใจครับ 

 

 

 

ภาพข้างบนนี้จะเห็นได้ว่ามีลักษณะคล้ายตัว w และมันแสดงสภาพจิตใจเป็นสองช่วงคือเมื่อมาต่างประเทศ และช่วงกลับบ้านครับ แต่ทั้งสองช่วงมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันครับผม

ในช่วงที่มาถึงช่วงแรกเรียกว่าช่วงฮันนีมูนครับ (Honeymoon Phase) เพราะเราจะรู้สึกเหมือนกับว่า อะไรรอบ ๆ ตัวมันช่างแปลกตาตื่นใจไปหมดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าที่ ๆ ไปเป็นประเทศที่ฝันใฝ่แล้วด้วยนี่ จะยิ่งชอบเข้าไปใหญ่เลย

ผมยังจำได้เลยว่าวันแรกที่ผมมาถึงแอดิเลด ผม เดินมันทั้งวัน ร่อนไปทั่วเมืองเลยหล่ะ และเพราะเมืองที่ผมอยู่มันเล็ก แค่วันแรก ผมก็ไปมันหมดทุกตรอกซอกซอยแล้วหล่ะ ขนาดว่าเฉย ๆ กับเมืองนี้นะเนี่ย 

และแล้ว เราก็จะเริ่มมองเห็นสิ่งที่มันแปลกไปจากเดิมครับ เริ่มจะเห็นอะไรที่มันไม่ชอบมาพากล หรืออะไรที่มันไม่เหมือนกับที่เราคาดคิดมาก่อน เช่น ก่อนนี้เคยมีเพื่อนล้อมหน้าหลังไปนั่นนี่ด้วยกันทุกวัน แต่พอมานี่ มันไม่มีใครเลยครับ

แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องเจอคือความแตกต่างทางวัฒนธรรม เราเคยทำอะไรบางอย่างได้ในบ้านเรา แต่ที่ใหม่ทำไม่ได้ หรืออะไรบางอย่างที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ แต่คนอื่นเขาคิดว่าไม่มีอะไรก็มี ผมเคยเจอเพื่อนเกาหลีคนนึงครับ เจ๊แกหยิบเครื่องเขียนไปใช้หน้าตาเฉยแบบไม่ขอเลยสักคำครับ แต่โดยวัฒนธรรมของเขา เขาถือว่ายอมรับได้ครับ สำหรับเพื่อนผมที่ซิดนีย์ มันบอกว่า "ก่อนมา กูคิดว่าซิดนีย์จะเป็นอะไรที่สวยงาม แต่ที่ไหนได้ แม่ง อันตรายชิบหาย"

ในช่วงเวลาที่เราเริ่มตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงรอบ ๆ ตัวนี่เองครับที่เราเรียกว่า Negotiation Phase ซึ่งจิตของเราจะตกลงไปเรื่อย ๆ ครับ ดังนั้นผมจะเรียกว่าช่วงจิตตกก็แล้วกันครับ

การเกิดขึ้นของช่วงจิตตกนี้ แล้วแต่คนครับ ไม่มีเวลาที่แน่นอนหรอก บางคนมาไม่กี่อาทิตย์ก็เจอแล้ว แต่บางคน (ผม) หลังเวลาผ่านไปประมาณ ๑ เดือนกว่า ๆ ครับ และมันเกิดขึ้นโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน แต่แน่ ๆ ช่วงนั้นผมกินเหล้าหนักมาก ๆ อาทิตย์นึงสามขวดเห็นจะได้ แล้วผมกินเหล้าสีเพียว ๆ ไม่มีมิกซ์เซอร์ ด้วยนะครับขออภัย (เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแล้ว กลัวตับพังแล้วจะอดกินอีก) สำหรับอัตราการโทรกลับไทยนั้น ตกสัปดาห์ละ ๕ ชั่วโมงครับ โชคดีที่ค่าโทรกลับไทยราคามันถูกมาก ๆ นาทีละไม่กี่บาทไทยเอง และแน่นอน ร้องไห้บ้างเป็นครั้งคราว

ผมไม่อายที่จะพูดนะ ก็มันเรื่องจริงหนิ แถมในครึ่งปีแรกที่ผมมาอยู่นี่ ผมรู้จักกับคนไทยที่นี่ยังไม่ถึงสิบคนเลย แถมเมือง ๆ นี้ ผมก็รู้มาแต่ต้นแล้วด้วยว่า แทบจะไม่มีคนไทย เพราะคนไม่ค่อยจะรู้จัก

ในการปฐมนิเทศเครียมความพร้อมของไอดีพี (ตัวแทนที่จัดการเรื่องเรียนต่อให้ผม) มีคนเข้าร่วมสิบคน (รวมผม) ซึ่งในนั้น มีผมคนเดียวที่มาแอดิเลด นอกนั้นเขาไปเมลเบิร์นกันหมดเลยหล่ะ

และสำหรับคนที่รับสภาพนี้ไม่ได้ ก็คือคนที่ยอมแพ้กลับบ้านครับ

สำหรับผม ตั้งแต่นาทีที่ล้อเครื่องบินหมุน ผมก็บอกกับตัวเองแล้วว่า "ฉันได้ผ่านจุดที่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้วและฉันจะต้องทำได้" ครับ และผมก็สู้ด้วยความคิดนั้นตลอดมาครับ

การเอาตัวรอดให้ได้ในช่วงจิตตกนี้นั้น สำคัญอยู่ที่ใจครับ ถ้ามีใจสู้ พยายามมองโลกในแง่ดี พยายามเรียนรู้ และที่สำคัญ พยายามหาอะไรทำแล้วมันจะดีขึ้นเองแหละครับ

และเมื่อจิตตกมาจนถึงจุดต่ำสุด เราก็จะเริ่มคิดได้เริ่มปรับตัวได้ครับ ซึ่งก้นของกราฟนั้นคือจุดเริ่มต้นของ Adjustment Phase หรือระยะปรับตัวครับ

ช่วงนี้เราจะเริ่มชินกับสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวแล้วและชีวิตก็ดำเนินไปตามปกติสุขครับ 

---------------------------

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมอยู่ในออสเตรเลียมาได้สามปีกว่าแล้วครับ สภาพรอบ ๆ ตัวผม รายล้อมไปด้วยคนที่ไม่พูดภาษาไทยเป็นส่วนมาก ซึ่งมันบีบให้ผมต้องใช้ภาษาอังกฤษทุกนาทีจนบางครั้งผมก็ฝันเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ ๕๕๕

ครั้งแรก ผมฝันได้ตลกมากเลยหล่ะ ผมฝันว่าเป็นขุนพลล้านนาแต่ว่าพูดภาษาอังกฤษ เท่จริงจริง  ครั้งที่สองฝันว่าไปรบในสงครามโลกครั้งที่สองแล้วโดนปืนครกระเบิดใส่ตาย ครั้งที่สาม ฝันว่าโดนข้าวราดแกงกระหรี่ญี่ปุ่นไล่ฆ่า ตื่นมาเลยไปกินมันแก้แค้น

เชื่อไหมครับ การจะเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในออสตเรเลียได้เนี่ย อย่างน้อยคะแนนสอบไอเอลจะต้องไม่น้อยกว่า 6.0 แต่นักเรียนนานาชาติหลายคนกลับสอบไอเอลได้ไม่ถึง 6.0 หลังจากจบการศึกษาไปแล้ว นั่นเพราะหลายคน เช่นเด็กจีน เด็กแขก มาแล้วมีเพื่อนร่วมชาติร่วมภาษาเยอะ ทำให้พูดภาษาตัวเองมากกว่าภาษาอังกฤษ (พวกที่อยู่ในซิดนีย์ เมลเบิร์นระวังให้ดี ๆ หล่ะ) 

แต่นั่นไม่ใช่ผม เพราะผมได้ 7.0 หล่ะ ๕๕๕๕๕ ทำไงได้ โดนบังคับให้พูดแต่ภาษาอังกฤษเป็นปี ๆ หนิ แถมได้เรียนรู้ภาษาชาวบ้านเขาเพิ่มด้วยนะ เจ๋งไหมหล่ะ มีเพื่อนคนจีนคนนึงมันด่าผมว่า "Fucking Genius" ด้วยหล่ะ (แต่ความจริง เวลาเขียนภาษาอังกฤษ ผมมักจะเปิดพจนานุกรมควบไปด้วยเพราะผมมักจะมีปัญหาเรื่องการสะกดหล่ะ ความจำปลาทอง แย่ไป)

สิ่งนึงที่ผมวัดได้เรื่องพัฒนาการทางภาษาของผมก็คือ ก่อนมาออสเตรเลีย ผมเรียนภาษาอังกฤษกับเพื่อนกลุ่มที่ไปเมลเบิร์นครับ ซึ่งก่อนไป เรามีความสามารถทางภาษาพอ ๆ กัน แต่หลังเวลาผ่านไปในออสเตรเลียเพียง ๖ เดือน ผมไปเยี่ยมพวกเขาในเมลเบิร์น และพบว่า ทักษะภาษาอังกฤษของผมนั้น พัฒนานำหน้าพวกเขาแบบก้าวกระโดดไปแล้วครับ

ถ้าตอนนั้น ผมเลือกไปซิดนีย์หรือเมลเบิร์น ผมคงจะไม่เจอปัญหาเรื่องเคาเชอร์ ช็อคมากแบบที่ผมเจอหรอกครับ เพราะคนไทยสองเมืองนี้เยอะมาก เยอะจนมีทั้งข้าวต้มเลือดหมู ก๋วยเตี๊ยวเรือ และข้าวซอยให้กิน คิดดูเองก็แล้วกัน (อิจฉาโว้ย) แต่ก็อีกเหมือนกัน ถ้าผมไปที่นั่น ผมก็คงจะไม่ได้ทักษะทางภาษาขนาดที่กล้าเรียกตัวเองว่า ไบลิงกัว (คนที่พูดได้สองภาษาอย่างคล่องแคล่ว) ครับ

อย่างไรก็ตาม บางครั้งผมแวะกลับเมืองไทย ผมก็พลาดนะ เดินในตลาดแล้วชนคนแต่ดันหลุดพูดไปว่า "Opps! I'm sorry" ไม่ได้กระแดะนะ เผลอครับ จริงจริง สาบานได้ อภัยให้ข้าน้อยเถิด  TT


edit @ 8 Oct 2009 09:18:00 by Brandy Frisky

And the Band Played Waltzing Matilda

posted on 06 Oct 2009 05:57 by capt-stg  in Australia, Summon-the-Heroes

 

Proclaim

บล็อกวันนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากบทความ "2 ปีแห่งการจากไปของ ตชด. คนกล้า" ของคุณเจ้าชายน้อย เพื่อรำลึกถึงเลือดทุกหยดเหงื่อทุกหยาดที่สละเพื่อผู้อื่น

เพลงนี้เป็นเพลงของออสเตรเลียก็จริง แต่แต่งเพื่อรำลึกถึงทหารกล้าที่สละเลือด เหงื่อและร่างกายเพื่อประเทศชาติมาเช่นกัน และเคยถูกใช้ในแคมเปณการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัญอเมริกาในปี พ.ศ. ๒๕๔๓ โดยวุฒิสมาชิก บ๊อบ เครเรย์ซึ่งเป็นอดีตทหารผ่านศึกด้วย (อ้างอิง)

เนื้อร้องอันเป็นต้นฉบับ สามารถอ่านได้จากลิงก์นี้ (ไฟล์ PDF) แต่ผมจะแปลให้ข้างล่างครับ สำหรับคลิปข้างล่าง เป็นคลิปที่ผมเลือกแล้วว่าได้อารมณ์ที่ต้องการที่สุดครับ

เนื่องจากเพลงนี้มีความเกี่ยวข้องกับส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย ดังนั้น ผมจะเขียนส่วนอธิบายแยกจากเนื้อเพลงเพื่อไม่ให้คุณสะดุดเวลาอ่านด้วยการใส่เครื่องหมาย [n] อันหมายถึง คำอธิบายที่ n นะครับ

---------------------

 

-------------------------

แปล

 ตอนที่ฉันยังเป็นหนุ่มฉันแบกถุงเดินทาง [1]

 และใช้ชีวิตอิสระเดินทางท่องเที่ยวไปเรื่อย ๆ

จากบริเวณลำน้ำมูร์เรย์ [2] อันเขียวชะอุ่มไปจนถึงเอาท์แบ๊ค [3]

เดินทางร่อนเร่ไปเรื่อย ๆ [4]

จากนั้นในปี ค.ศ. ๑๙๑๕ ประเทศฉันก็พูดว่า ลูกเอ๊ย

หมดเวลาเดินเล่นแล้วลูก มีงานต้องทำ

ดังนั้นพวกเขาก็ส่งหมวกดีบุกกับปืนให้ฉัน

จากนั้นก็นำฉันไปสู่สงคราม

 

จากนั้นวงก็บรรเลงเพลง Waltzing Matilda [4]

และเรือก็ออกเดินทางจากท่า

และฝูงชนก็ตะโกนโห่ร้อง โบกธงและร้องไห้  พวกเราเดินทางไปกาลิโปลี [5]

 

และฉันยังจำวันอันสุดแสนจะเลวร้ายนั่นได้ดีเลย

 จำได้ว่าเลือดของพวกเราเปื้อนทรายและน้ำยังไง

และนรกในอ่าวซูลวา[6]เป็นยังไง

พวกเราเป็นเหมือนแกะถูกเชือดในโรงฆ่าสัตว์

ฝั่งตุรกีรอคอยพวกเราและพวกเขาก็เตรียมตัวมาอย่างดี

เขาสาดเราด้วยกระสุดปืืนและถล่มเราด้วยปืนใหญ่

และในห้านาทีนั่นแหละ เขาก็ส่งพวกเราทั้งหมดลงนรก

แรงยิงแทบจะเป่าพวกเรากระเด็นกลับถึงออสเตรเลียแหน่ะ

 

และวงก็บรรเลงเพลงวอลท์ซิง มาทิลดา เมื่อพวกเราหยุดฝั่งศพฝ่ายเรา

เราฝั่งศพฝ่ายเรา พวกเติร์ก (ตุรกี) ก็ฝั่งศพพวกเขา แล้วเราก็เริ่มรบกันใหม่อีกที

 

และพวกที่เหลืก พวกเราพยายามเอาชีวิตรอด

ในโลกแห่งเลือด ความตายและการรบที่บ้าคลั่ง

 และสำหรับในช่วงสิบสัปดาห์ที่ยาวนาน ฉันยังคงมีชีวิตรอด

และรอบ ๆ ฉันก็มีศพที่กองสุมกันสูงขึ้นเรื่อย ๆ

จากนั้นปืนใหญ่ของพวกเติร์กก็ซัดฉันจนคมำ

และเมื่อฉันตื่นบนเตียงพยาบาล

และฉันเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ฉันคิดว่าฉันกำลังจะตาย

ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีอะไรที่เลวร้ายไปกว่าการตายอีกแล้ว

 

ที่ ๆ ฉันจะไป ไม่มีอีกแล้ว "วอลท์ซิง มาทิลดา" ซึ่งรายล้อมไปด้วยพุ่มไม้เขียวขจีซึ่งอยู่ไกลและเสรี

การจะแบกเต้นท์กับหมุด คนต้องการขาสองข้าง

ไม่มีอีกแล้ว (การเดินทางร่อนเร่แบบ) "วอลท์ซิง มาทิลดา" 

 

พวกเขารวม คนพิการ คนเจ็บไว้ด้วยการ [7]

และพวกเขาก็ส่งเรากลับบ้าน ออสเตรเลีย

บางคนไร้ขา ไร้แขน ตาบอด เป็นบ้า [8]

เหล่าวีรบุรุษที่บาดเจ็บอย่างภาคภูมิใจจากสมรภูมิแห่งซุลวา [6]

และเรือของเราก็เดินทางขึ้นเทียบท่าที่เซอร์คูลาร์ คีย์ [9]

ฉันมองไปยังที่ ๆ ฉันเคยยืนอยู่

และขอบคุณพระเจ้าไม่มีใครมารอฉันเลย

เพื่อแสดงความเสียใจ โศกเศร้า และปลอบโยน

 

แต่วงก็บรรเลง "วอลท์ซิง มาทิลดา" ระหว่างแบกพวกเราลงยังทางเดิน

ไม่มีใครเชียร์เรา พวกเขาแค่ยืนและจ้องมอง

จากนั้นก็เบือนหน้าหนีไป

 

จากนั้น ทุก ๆ เมษายน [10] ฉันนั่งบนที่นั่งของฉัน

 และมองขบวนแห่ผ่านหน้าฉัน

และฉันเห็นอดีตสหายศึก เห็นว่าเขาเดินกันอย่างภูมิใจยังไง

การกลับมาของเกียรติยศแห่งวันวาน

และพวกแก่ ๆ เดินช้า ๆ กระดูกพวกเขามันผุหมดแล้ว

พวกเขาคือวีรบุรุษแก่ ๆ ที่เหนื่อยล้าจากสงครามที่ถูกลืม

และพวกคนหนุ่ม ๆ ก็ถามว่า พวกแก่ ๆ นี่จะเดินแห่กันไปทำไม?

และฉันก็ถามตัวเองด้วยคำถามเดียวกัน

 

แต่วงก็ยังบรรเลง "วอลท์ซิง มาทิลดา" และคนแก่ก็ยังคงตอบรับคำเรียกขาน

แต่เพราะปีต่อปีผ่านพ้นไป จำนวนคนแก่ก็ลดน้อยลงไป

วันหนึ่งคงจะไม่มีใครมาเดินแห่อีกต่อไป

 

วอลท์ซิง มาทิลดา  วอลท์ซิง มาทิลดา  ใครจะมาร่วมเดินทางกับฉัน

และเหล่าผีทหารผ่านศึกอาจจะได้ยินในยามที่พวกเขาเดินผ่านหนองน้ำ [11]

ใครจะมาร่วมเดินทางกับฉัน (วอลท์ซิง มาทิลดา)

-----------------------

อธิบาย

[1] pack ในสแลงออสหมายถึงเป้ แบคแพค)

[2] Murray หมายถึงระบบแม่น้ำมูร์เรย์ อันเป็นแหล่งน้ำสำคัญของรัฐเซาท์ ออสเตรเลีย และรัฐวิกตอเรีย

[3] Outback หมายถึงดินแดนทะเลทรายกลางแผ่นดินใหญ่ออสเตรเลีย

[4] Waltzing Matilda คือเพลงที่กล่าวถึงคนเร่เดินทางไปเรื่อย ๆ และขโมยแกะชาวบ้านกินจนโดนตำรวจจับ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของชาวออสเตรเลียยุคก่อน และชาวออสเตรเลียก็นิยมเพลงนี้มาก ๆ จนร้องกันบ่อยจึงจัดได้ว่าเพลงชาติอย่างไม่เป็นทางการของออสเตรเลีย ส่วนเพลงชาติอย่างเป็นทางการคือ Advance Australian Fair ครับ

[5] Gallipoli คือชื่อแหลมกาลิโปลีในตุรกี ครั้งหนึ่งเคยเป็นสมรภูมิรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง (การทัพกาลิโปลี) ซึ่งจบลงด้วยความปราชัยของฝ่ายสัมพันธมิตร (ถึงจะคุยว่าหนีได้อย่างมีชั้นเชิงก็เถอะ) ซึ่งสำหรับ เซอร์ วิสตัน เชอร์ชิล ผู้รับผิดชอบในปฎิบัติการทางทหารครั้งนี้แล้ว นี่คือจุดด่างพร้อยในประวัติของเขา แต่สำหรับชาวออสเตรเลียและนิวซีแลนด์แล้ว นี่เป็นสมรภูมิแรกในประวัติศาสตร์ของพวกเขา อันเป็นที่มาของวัน ANZAC Day หรือวันทหารผ่านศึกสำหรับทั้งสองชาตินี้ เพื่อรำลึกถึงผู้ที่ต้องไปสังเวยชีวิตในสงครามเพื่อประเทศชาติ (ถึงแม้จะแพ้มาก็เถอะ)

[6] อ่าวซูลวา เป็นส่วนหนึ่งของแหลมกาลิโปลี ซึ่งมีความสำคัญในฐานะจุดยกพลขึ้นบกของกองทัพอังกฤษ ไม่ใช่ของกองทัพออสเตรเลียนิวซีแลนด์ จุดนี้เป็นจุดที่ผู้แต่งเข้าใจคลาดเคลื่อนไปจากประวัติศาสตร์

 [7] crippled คนพิการที่เสียแขนและ/หรือขา wounded คนบาดเจ็บ maimed คนที่บาดเจ็บอย่างหนัก

[8] บางคนทนรับสภาพที่โหดร้ายของสงครามไม่ได้และเป็นบ้า เรียกอาการทางจิตนี้ว่า Shell Shock

[9] Circular Quey ชื่อบริเวณอันเป็นท่าเรือทางตอนเหนือของเมืองซิดนีย์ เป็นที่ตั้งของทั้ง สะพานฮาเบอร์ และซิดนีย์ โอเปรา เฮาส์ อันโด่งดัง

[10] วันที่ ๒๕ เมษายน เป็นวัน ANZAC Day หรือวันทหารผ่านศึกของออสเตรเลีย/นิวซีแลนด์

[11] ฺBillabong เป็นสแลงออกซี่ หมายถึงหนองน้ำ

-----------------------------

 แด่เหล่าผู้กล้าทุกชาติที่อุทิศตนเพื่อผู้อื่นไม่ว่าจะจากชาติไหน

ขอประนามและสาปแช่งเหล่าพวกกระหายเลือด บ้าสงคราม  อันเป็นเหตุให้เกิดการหลั่งเลือดพลีชีพอันมีค่า

ขอก่อด่าพวกที่คิดจะทำสงครามโดยไม่จำเป็น

ขอเตือนเหล่าผู้หลงผิด คิดว่าสงครามคือเกียรติยศ

และสุดท้าย ขอหวังว่าวันหนึ่ง คำว่าประเทศจะหมายถึงเพียงเขตแดนของกลุ่มคนที่มีวัฒนธรรมเดียวกัน ไม่มีการแบ่งแยกซึ่งชนชาติและศาสนาอีกต่อไป

เหล่าวีรชนเอ๋ย จงไปสู่สุขติเทอญ

 

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ