ผมชอบนั่งรถไฟ

ผมเคยเดินทางด้วยรถไฟไกลที่สุดจากซิดนีย์ไปบริสเบน ใช้เวลาเดินทาง 15 ชั่วโมง ระยะทางไม่น้อยกว่า 1,000 กม ด้วยรถไฟสาย Countrylink ชั้น 3 (แต่แม่งน่าจะเทียบเท่าชั้น 1 บ้านเราละ)

ราคาตอนนั้น แพงกว่าเดินทางด้วยเครื่องบินแค่ไม่กี่เหรียญเองด้วย (ล่าสุด เครื่องของไทเกอร์แอร์ ทำราคาได้ถูกกว่าค่ารถไฟครึ่งนึง) แต่อยากไปอ่ะ ใครจะทำไม ๕๕๕

อันดับสองเป็นทริป แคนเบอร์ราไปเมลเบิร์น นั่งรถทัวร์ของเกรยฮาว ไปลงที่แวงก้า แวงก้า แล้วต่อรถไฟไปเมลเบิร์น ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 10 ชั่วโมง

ตอนนั้นนั่งตู้นอนชั้นนึง มีฝรั่งคู่นึงทำอะไรแปลก ๆ ก่อนที่ผมจะขึ้นรถด้วยนะ (กูเห็นซากในถังขยะนะเว้ยเฮ้ย)

ตอนนั้น โลว์คอสแอร์ไลน์ในออสเตรเลียยังไม่บูม

อันดับสี่ เป็นทริปจากกรุงเทพไปพัทลุง รถนอนชั้น 2 มีแมลงสาปมาวิ่งเล่นให้ดูด้วย ทริปนี้ ได้คุยกับหลายคนเลย ทั้งสาวเกาหลี คุณป้าชาวสงขลากำลังกลับจากเยี่ยมลูกสาวและเจ้าหน้าที่รถไฟ

ส่วนอันดับlสี่ ทริปจากโคราชเข้ากรุงเทพ 8 ชั่วโมง (ตารางเวลามันว่างั้น ของจริงไม่ได้คำนวน แต่คงรู้นะว่าเป็นไง ขนาดเดินทางแค่จากลาดกระบังเข้าหัวลำโพง แม่งยังสายเกือบ 2 ชั่วโมงเลย) นั่งชั้น 2 ซึ่งพอไปถึง ที่นั่งไม่มี เพราะมีคนมาแอบสวม ต้องรอจนนายตรวจมาไล่ที่นั่นแหละ เจ๊เขาถึงไป (แสดดดดด)

ถึงจะยังไง ผมก็ยังรักรถไฟ

ดังนั้น สร้างเถอะครับ High Speed Train
 
 
--------------------------------------------
 
 
พูดถึง High Speed Train แล้ว ก็อดนึกถึง เจ้า แม็กเล็ฟ (Maglev) ไม่ได้เลย เจ้าแม็กเล็ฟ หรือที่เราเรียกกันว่า รถไฟแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่งคำว่า Maglev มาจากคำว่า MAGnetic LEVitation ซึ่งแปลตรงตัวจะได้ความว่า ลอยด้วยแม่เหล็กครับ ซึ่งหลักการทำงานของมัน ก็เป็นไปตามชื่อ คือใช่สนามแม่เหล็กยกตัวรถไฟให้ลอยครับ
 
ในเชิงรายละเอียดนั้น ผมจะไม่ขออธิบายมาก เพราะผมเองก็ไม่รู้เรื่อง เพราะมันก็ค่อนข้างจะซับซ้อนสำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นฐานทางวิศวกรรมเลย
 
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีที่ใช้ในแม็กเล็ฟนี่ มีสองแบบที่เด่น ๆ ครับคือ (อ้างอิง วิเกรียนพีเดีย)
 
1. Electromagnetic Suspension หรือ EMS (ส่งไปรษณีย์หน่อยจ้า) ซึ่งหลักการของเจ้านี่คือ ติดตั้งตัวสร้างสนามแม่เหล็กใต้ตัวรถไฟ ซึ่งมันจะสร้างสนามแม่เหล็กมาผลักกับรางซึ่งเป็นโลหะที่เหนี่ยวนำสนามแม่เหล็ก (พูดง่าย ๆ ว่าแม่เหล็กดูดติดนั่นแหละ) ซึ่งเจ้า EMS นี่ ถูกใช้ในรถไฟสายเซียงไฮ้-หังโจวครับ (ที่นักการเมียไทยชอบพูดถึงนั่นแหละ แต่วันก่อนมีนักการเมียตัวนึงบอกว่านี่เป็นเทคโนโลยีของจีน ซึ่ง ผิดครับ จีนไปซื้อรถไฟขบวนนี้มาจากบริษัทซีเมนต์ (Siemens) เยอรมนีครับ (รถไฟฟ้าแล้วรถไฟใต้ดินของบ้านเราก็เป้นยี่ห้อซีเมนต์เหมือนกัน)
 
2. Electrodynamic suspension หรือ EDS จะอาศัยการติดตั้งแม่เหล็กถาวร (แม่เหล็กธรรมชาติ) หรือแม่เหล็กแบบอื่น ๆ ที่มีสนามแม่เหล็กคงที่ (เช่น superconducting magnet) ใต้ตัวรถ ในขณะที่บนราง จะติดตั้งอุปกรณ์สร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าซึ่งมันสามารถปรับความเข้มความอ่อนและรวมถึงการกลับขั้วแม่เหล็กได้เพื่อการควบคุมตัวรถครับ รถไฟที่ใช้ระบบนี้คือรถไฟสาย JR-Maglev ของญี่ปุ่นครับ ซึ่งเจ้านี่ยังไม่เปิดให้ใช้บริการครับ แต่มันคือผู้ถึงสถิติรถไฟที่เร็วที่สุดในโลกอยู่ครับ (ความเร็ว 581 กิโลเมตร/ชั่วโมง เร็วกว่าของเซียงไฮ้ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
 
ให้สรุปคร่าว ๆ ก้คือ เจ้า EMS จะควบคุมการเคลื่อนที่ของตัวรถจากอุปกรณ์ใต้ตัวรถ ในขณะที่ EDS จะควบคุมจากตัวรางแทน ซึ่งทั้งสอบแบบนี้ ต่างก็มีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไป
 
แต่ถ้าจะให้สรุปก็คือ EMS นั้น เหมาะจะใช้ในเชิงพานิชย์แล้วเนื่องจากใช้สนามแม่เหล็กน้อยกว่า EDS แต่ข้อเสียคือต้องการการจับตาดูแลที่แม่นยำและสม่ำเสมอ เพราะธรรมชาติการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้านั้น ไม่เสถียร และที่สำคัญคือ มันอ่อนไหวต่อแรงสั่นสะเทือน (อ้างอิง วิเกรียนพีเดียจ๊ะ)
 
ในขณะที่ EDS นั้น สมบูรณ์แบบมากในแง่ของการบังคับขับเคลื่อนที่ความเร็วสูง (เมื่อเทียบกับ EMS) แต่จะแย่มากเมื่อขับเคลื่อนด้วยความเร็วต่ำ (ดังนั้น จึงยังต้องมีล้ออยู่) แต่ปัญหาข้อที่ใหญ่ที่สุดของมันก็คือ สนามแม่เหล็กมีความเข้มข้นสูงมากจนไม่สามารถให้ผู้โดยสารที่เป้นโรคหัวใจจนต้องพึ่งพาเครื่องกระตุ้นหัวใจโดยสารได้ อีกทั้งยังอาจจะทำอันตรายกับอุปกรณ์บางอย่างหรือบัตรเครดิตที่ไม่มีตัวป้องกันสนามแม่เหล็กให้เสียหายได้
 
แต่จะอย่างไรก็ตาม เจ้าแม็กเล็ฟของเรา ถูกวิศวกรจัดเอาไว้ว่า นี่แหละคือยานพาหนะแห่งศัตวรรษที่ 21 นี้ครับ เนื่องจากว่า ต้นทุนการดำเนินการนั้น ถูกมากเมื่อเทียบกับเครื่องบิน อีกทั้ง ความเร็วสูงสุดของมันขณะนี้ ก็เกินครึ่งนึงของเครื่องบินพานิชย์แล้วหล่ะครับ (ที่ผมสังเกตุมาจากประสบการณ์บินไปกลับออสเตรเลีย เครื่องบินพานิชย์จะมีความเร็วอยู่ที่ ราว ๆ 900 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ อยากรู้เหรอครับ เวลานั่งเครื่องลองเปิดหาบนหน้าจอสิครับ เขาจะมีบอกอยู่ว่า ตอนนี้เราบินด้วย Ground Speed เท่าไร)
 
ป.ล. แม็กเล็ฟสายเซี่ยงไฮ้-หังโจว ไม่ได้วิ่งที่ความเร็วสูงสุดที่ 501 กม/ชม นะครับ มันเป็นตัวเลขมาจากการทดสอบตัวเครื่อง แต่ความเร็วปฎิบัติการสูงสุดของมันก็คือ 481 กม/ชม ซึ่งจัดว่าเป็นรถไฟที่มีความเร็วในการให้บริการสูงสุดในขณะนี้ครับ
 
 
----------------------------------------
 
 
ผมเนี่ย ฝันว่าวันนึง บ้านเราจะมีรถไฟฟ้าความเร็วสูง ลองจินตนาการดูนะครับว่า ถ้าเรามีบ้านอยู่ระยอง จันทบุรี ตราด แต่สามารถเดินทางมาทำงานในกรุงเทพได้ภายในเวลาแค่ 1 ชั่วโมง มันจะดีแค่ไหน
 
ที่สำคัญ ระบายคนออกไปจากกรุงเทพซ่ะบ้าง
 
ในอนาคต เรามีรถไฟความเร็วสูง เดินทางไปเชียงใหม่ สงขลา โคราช ขอนแก่นได้ในเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงนี่ มันจะดีสุด ๆ ไปเลยสินะ
 
ที่สำคัญ รถไฟเนี่ย ใช้พลังงานในการขับเคลื่อนน้อยกว่ารถยนต์อีกนะ อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปในตัวได้อีกต่างหาก
 
 

Comment

Comment:

Tweet

ก๊อกก ก๊อกกก ก๊ออกกกก เจ้าของบ้านหายไป เลยแวะมาปัดฝุ่นบลอคให้ค่ะ

ปล.ล้อเล่นนะคะ พุดเองก็เพิ่งจะอัพบลอคค่ะ หลังจากหายไปนาน ><"

#4 By opuddingo on 2012-05-14 21:08

แวะมาแฮปปี้สงกรานต์นะคะ (สารภาพว่ายังไม่มีเวลาอ่านบล๊อคใครหรอก แอบตัวหนังสือเล็กอ้าาาาา แต่ขอบคุณมาก ๆ ค่ะที่คิดถึงกัน)
Hot! Hot! Hot!

อยากให้มีการ พัฒนาเรื่องรถไฟบ้านเราเหมือนกันค่ะ เพราะพุดเองก็ไม่กล้าขึ้นรถไฟค่ะ ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลในบ้านเรา = =" แถมเด๋วนี้ สายการบินมี low cost ด้วย เลยเดินทางเครื่องบินดีกว่า ทั้งเร็วและสะอาดค่ะ big smile แต่ว่าถ้ามีรถฟความเร็วสูงก็ดีนะคะ พุดเห็นด้วยมากๆๆเลย อยากให้มี จาได้เป็นอีกทางเลือกนึง จริงๆแล้วในความรู็สึกพุด พุดคิดว่า การขึ้นรถไฟมันให้บรรยากาศดีนะคะ กินลมชมวิวข้างทาง แต่ว่าก็อยากให้พัฒนาเรื่องความสะอาด การบริการ และอีกหลายๆๆอย่างเลยค่ะ ถ้าเรามีรถไฟความเร็วสูง ก็จาเป็นการยกระดับการบริการและอื่นๆของการรถไฟให้ดีขึ้เนด้วยยนะคะbig smile

#2 By opuddingo on 2012-03-18 21:03

เพื่อนผมนั่งสปรินเตอร์ไปทุ่งสงยังเจอตัวไรกัดเลยคับ

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ

Recommend