วิชาชีพเอ็งมันห่วย ???

posted on 25 Sep 2011 01:38 by capt-stg in Stupidities
 
 
 
บทความวันนี้ ได้รับแรงบันดาลใจมาจากบทความของคุณ devil's trill* สองบทความด้วยกันครับ ซึ่งบทความแรกนั้น ผมได้แสดงความเห็นว่า "ไม่เห็นด้วยเฉพาะส่วน" กับบทความที่สองที่ "เห็นด้วยอย่างยิ่ง" ครับ
 
ความเกี่ยวเนื่องกันของสองบทความนั้น ที่ทำให้เกิดมาเป็นบทความนี้คือ "วิชาชีพ" ครับ
 
 
--------------------------------------
 
 
ทุกท่านครับ ผมมีความเชื่ออยู่อย่างนึงครับว่า คนเรา ขอเพียงตั้งใจ มีความวิริยะอุตสาหะ ก็สามารถที่จะศึกษาหาความรู้เองได้โดยไม่ต้องมีปริญญา ไม่ต้องเข้ามหาวิทยาลัยก็ได้ครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือเสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพร ฯ ครับ ท่านใช้เวลาในช่วงที่ท่านลาออกจากราชการกองทัพเรือมาศึกษาวิชาแพทย์จนเก่งกาจ ให้การรักษาชาวชุมพรโดยไม่คิดมูลค่า จนชาวชุมพรพากันสำนึกในพระกรุณาธิคุณ จนพากันถวายพระสมัญญาว่า "หมอพร" ครับ
 
อย่างไรก็ตาม เมื่อเราตั้งใจที่จะประกอบวิชาชีพใดแล้ว ก็เป็นธรรมดาที่เราจะรักและภูมิใจในวิชาชีพของตนเอง และย่อมรู้สึกไม่พอใจถ้าใครมาว่าร้ายวิชาชีพของเรา
 
แต่ในทางกลับกัน เราก็ไม่ควรจะไปดูถูกวิชาชีพของผู้อื่นด้วย เพราะคนอื่นเขาก็รักในวิชาชีพของเขาเช่นกัน และคงไม่พอใจเหมือนกันถ้าเราไปดูถูกวิชาชีพของเขา (ยกเว้นแต่ว่าวิชาชีพนั้น เป็นวิชาชีพที่ไม่สุจริตครับ)
 
 
 
ส่วนตัวผมเอง สมัย ม. ต้น ผมอยากจะเป็นทหารเรือ แต่ทว่า ดวงไม่มี ไม่สามารถสอบเข้าโรงเรียนนายเรือได้ ผมจึงตั้งใจที่จะเป็นวิศวกรเครื่องกล
 
สมัยนั้น ตอนผมเตรียมสอบเอ็นทรานซ์ (แก่แล้วจ๊ะ) ผมก็มุ่งแต่จะเข้าคณะวิศวะ อย่างเดียว จนได้เรียนวิศวกรรมเครื่องกล และจบออกมาสมใจอยากครับ
 
ดังนั้น ถ้าใครมาดูถูกวิชาชีพวิศวกรเครื่องกลเหมือนกัน
 
ผมภูมิใจที่ได้เป็นวิศวกรเครื่องกล เพราะวิชาชีพนี้ เป็นวิชาชีพที่กว้างไกลที่สุด ขอบเขตของงานในสายวิชาชีพของผมนั้น สามารถไปได้ตั้งแต่ก้นมหาสมุทรจนสุดขอบจักรวาลเลยทีเดียว
 
แต่ผมก็ไม่เคยลืมว่า ความสำเร็จของสังคมนั้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากวิชาชีพของผมอย่างเดียว แต่มันมาได้ด้วยความอนุเคราะห์เกื้อกูลจากเพื่อน ๆ ในสายวิชาชีพอื่นด้วยเช่นกัน
 
และถ้าเรามองดูให้ดี ๆ นะครับ เราจะพบกว่า ทุก ๆ วิชาชีพนั้น มีความเกี่ยวดองหนองยุ่ง เกื้อกูลต่อกันหมด ไม่ว่าจะทางตรงและทางอ้อมครับ
 
ถ้าเราไม่มีเกษตรกรปลูกข้าวให้กิน เราก็คงจะไม่มีเรี่ยวแรงลุกขึ้นไปทำงานในวันต่อ ๆ ไป
 
ยามเราป่วย ถ้าเราไม่มีหมอ เราก็คงจะต้องนอนป่วย หรืออาจจะเสียชีวิตกันได้เลยทีเดียว
 
สัตวแพทย์เอง นอกจากจะดูแลสัตว์เลี้ยงแสนรักของเรา เอาไว้คลายเหงาแล้ว พวกเขายังมีบทบาทสำคัญ ในฐานะผู้ดูแลสัตว์ที่เกษตรกรต้องกาเอาไว้ช่วยงานเกษตรกรรมของเขา หรือแม้แต่สัตว์ที่จะกลายมาเป็นอาหารในมื้อต่อ ๆ ไปของพวกเราด้วย
 
พวกที่เรียนสายบริหารธุรกิจ พวกเขาเองก็มีบทบาทในฐานะผู้ขับเคลื่อนสินค้า ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเงินตรา ทำให้เราสามารถแบ่งปันเครื่องอุปโภคบริโภคได้อย่างทั่วถึง
 
พวกที่เรียนสายศิลปะ อักษรศาสตร์ นิเทศศาสตร์ พวกเขาคือผู้ที่สร้างสรรค์ผลงานเอาไว้ให้พวกเราได้ใช้คลายเครียด สร้างความบันเทิงเริงใจ จะได้มีอารมณ์ที่แจ่มใส พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับงานในวันถัด ๆ ไปมิใช่หรือ ?
 
อย่าลืมครับว่า ทุกคน ทุกสาขาวิชาชีพ ล้วนแต่เป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติทั้งนั้น ดังที่เพลงชาติของเราก็ได้กล่าวเอาไว้ครับว่า
 
"ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย
เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน
อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล
ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี"
 
(ขอนำ MV เพลงชาติไทย ฉบับล่าสุดที่จะเริ่มใช้ต้นเดือนหน้ามาลงนะครับ อิอิ ขอขอบคุณท่านผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายที่ได้ร่วมกันสร้าง MV ฉบับนี้ รวมทั้งอาจารย์ พฤฒิพล ประชุมผล เจ้าของพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงด้วยนะครับ)
 
 
 
 
 
--------------------------------------------
 
นอกจากพวกที่ชอบดูถูกวิชาชีพตนเองแล้ว ยังมีอีกพวกครับที่ผมไม่ชอบ คือพวกที่ดูถูกวิชาชีพของตัวเองครับ
 
ผมมีเพื่อนโรงเรียนเก่าอยู่คนนึงครับ หลังจบจาก ม ปลายกันมา ก็ไม่ได้เจอกันนับสิบปี บังเอิญเรามาเจอกันอีกครั้งบนเฟสบุคครับ เราจึงได้คุยกัน ซึ่งแรก ๆ ก็คุยกันดีครับ แต่พอมันถามว่า ผมทำอาชีพอะไร ? ผมก็ตอบไปตามตรงว่า เป็นวิศวกร ครับ เท่านั้นแหละครับ เป็นเรื่อง
 
มันประชดผมครับ
 
"แหม ไอ้พวกสายวิทย์ เออ มึงมันเก่ง" (แหม กรูก็เรียนสายวิทย์ให้มึงเห็นมาตั้งแต่ ม. ปลายแล้ว มาประชดอะไรกันอีกวะ)
 
ผมก็เลยด่ามันไปครับว่า "กรูเรียนสายวิทย์แล้วมันยังไง ? หนักหัวใคร (วะ) ? กรูยังไม่ทันได้ดูถูกอะไรมึงเลย ทำไมต้องมาดูถูกตัวเองก่อนวะ ทุกวิชาชีพมันก็ต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกันทั้งนั้นแหละวะ หรือว่าไม่จริง ?"
 
 
-------------------------------------------
 
 
คราวนี้ มาถึงเรื่องค่านิยมแล้วหล่ะครับ
 
ผมไม่ปฎิเสธหรอกครับว่า ค่านิยมให้ลูกเรียนหมอ เรียนวิศวะ ในสังคมเรามันมีจริง เพราะวิชาชีพเหล่านี้ มีเกียรติ (พวกหมอนี่ ชาวบ้านบูชากันยังกะศาลเจ้า) เงินดี
 
แต่ว่า ที่ถูกแล้ว ชีวิตเรามันมีกันแค่นั้นหรือ ?
 
พวกนักการเมีย มันเรียนจบอะไรกันมา แม้แต่หมอยังต้องยกมือไว้มันเลย
 
แล้ววิศวกรที่ว่าเงินเดือนดี ๆ แล้วคนที่จ้างวิศวกรหล่ะ ไม่รวยกว่าเหรอ แล้วเจ้าของกิจการพวกนี้จบวิศวกรรมกันหมดเลยรึเปล่า ?
 
คุณตัน โออิชิ มีวุฒิ ม. ๓

คุณชิน โสภณพานิชย์ ผู้ก่อตั้งธนาคารกรุงเทพ มีวุฒิแค่ประถมศึกษา
 
คุณเฉลีย อยู่วิทยา ผู้ก่อตั้งกระทิงแดง ไม่มีวุฒิการศึกษาใด ๆ
 
คุณพันธ์รบ กำลา เจ้าของชายสี่ ฯ มีวุฒิ ป. ๔
 
พวกเขาไม่ได้จบสูง อะไรเลย ทำไมพวกเขาถึงร่ำรวยได้แหละ
 
 
---------------------------------------------------------------------
 
ค่านิยมให้ลูกเรียนดี ๆ ผมคิดว่ามันมาจากการแข่งขันที่สูงในสังคมครับ ไม่ได้เป็นแค่บ้านเราหรอกครับ ญี่ปุ่นกับเกาหลีก็เป็นครับ
 
ในญี่ปุ่น พวกฝรั่งเรียกระบบการทำงานของญี่ปุ่นว่า "ระบบเศรษฐกิจแบบไดเมียว" เพราะพวกพี่ยุ่นจะใช้ระบบจงรักภักดีเป็นหลัก ใครได้เข้างานที่บริษัทไหน ก็จะอยู่บริษัทนั้นไปจนเกษียญ และนั่นจึงเป็นคำตอบที่ว่า ทำไมในการ์ตูนญี่ปุ่นหลายเรื่อง จะมีคนบางคนที่ยอมซิ่วเป็นปี ๆ เพื่อที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยโตเกียว (โทได) ให้จงได้
 
เกาหลีใต้ ก็ไม่แตกต่าง สมัยผมอยู่ออสเตรเลีย ก็เจอคนเกาหลีใต้หลายคน และผู้ชายส่วนใหญ่ก็เรียนวิศวะกันมาครับ แต่พอเจอสาวเกาหลีใต้ถามว่า "ทำไมถึงเลือกเรียนวิศวะ ?" ก็ทำหน้าตาเลิกลักกัน แต่พอสาวมองหันมาถามผม ผมก็ตอบไปอย่างมั่นใจว่า "I Love Engineering" ครับ
 
ในขณะที่พวกฝรั่งออสซี่ กับฝรั่งเศส พวกนี้ได้เลือกเรียนในสิ่งที่ตัวเองอยากเรียน ซึ่งพวกเขาทำได้เพราะประเทศมีระบบสวัสดิการสังคมที่ดี ถึงแม้ฐานเงินเดือนของแต่ละวิชาชีพจะต่างกัน แต่แม้แรงงานระดับล่าง ก็ยังมีเงินมากพอที่จะหาความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตได้ ไม่ต้องดิ้นรนมากมาย
 
-------------------------------------------------------------
 
 
สุดท้าย ขอปิดเรื่องด้วยเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ๆไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้เท่าไรครับ
 
เกี่ยวกับน้องจ๊ะ คันหู
 
สมัยผมอยู่ออสเตรเลีย ข่าวช่อง ABC ของที่นั่นเขาเคยทำสกูปเกี่ยวกับผู้หญิงคนนึง ในซิดนีย์คนนึงครับ
 
เธอคนนี้ไม่ธรรมดาจนต้องเอามาลงสกูปก็เพราะว่า กลางคืนเธอเป็นโคโยตี้ แต่ขอโทษ กลางวัน เธอคือนักศึกษาปริญญาเอกทางด้านสังคมศาสตร์ครับ ขอโทษ
 
เธอมาเป้นโคโยตี เพื่อหาเงินใช้จ่ายค่าเช่า ค่าอาหาร และใช้เป็นทุนในการเล่าเรียน
 
ที่สำคัญ หัวข้อวิทยานิพนธ์ของเธอ ก็เกี่ยวกับชีวิตกลางคืนนี่แหละครับ
 
โคโยตี้ กระหรี่ ซ่อง มันคือด้านมืดของสังคม ที่มีอยู่คุ่ประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาช้านานแล้วครับ อย่าพยายามทำตัวเป็นพวกมือถือสากเลยครับ
 
ยอมรับเสียเถิดว่า มนุษย์นั้น มีด้านมืดกันอยู่ในตัวทุกคน (ยกเว้นผู้ที่บรรลุแล้วซึ่งแสงธรรมครับ)
 
ผมอยากจะให้เรายอมรับว่า วิชาชีพของเขา ก็เป็นส่วนหนึ่งของการผ่อนคลายของสังคม ถึงแม้ว่ามันจะไม่ขาวสะอาดนัก แต่ก็เป็นวิชาชีพที่สุจริตครับ
 
อย่าไปรุมดูถูกดูแคลนพวกเขาเลยครับ
 
ป.ล. เรื่องนี้ ไม่ต้องมาด่ามาแสดงธรรมให้ผมฟังนะครับ ผมยังเป็นมนุษย์ปุถุชน มีรัก โลภ โกรธ หลง อยู่ในตัวครับ

edit @ 25 Sep 2011 03:40:43 by Brandy Frisky

Comment

Comment:

Tweet

เราคิดว่า บางครั้งความคิดของคนเรา ก็ถูกหล่อหลอมมาจากค่านิยมในสังคมน่ะค่ะ

เด็กสายศิลป์บางคนก็เป็นอย่างเพื่อนจขบ. เพราะเขามักถูกสังคมตัดสินว่าพวกเรียนสายศิลป์เป็นพวกไม่เก่ง เข้าสายวิทย์ไม่ได้ อย่างโรงเรียนตอนม.ต้นของเรา ถ้าเกรดไม่ถึง 3.50 เข้าสายวิทย์ไม่ได้ ถ้าเกรดไม่ถึง 3.00 เข้าศิลป์คำนวณไม่ได้ มันเลยกลายเป็นว่าพอคนนอกมอง...ก็มักจะมองว่า พวกที่เรียนศิลป์คือพวกที่เกรดไม่ถึงสายวิทย์ ทั้งที่เด็กศิลป์บางคนก็เกรดถึงจะเข้าสายวิทย์ เพียงแต่ไม่เลือกเท่านั้นเอง (เราก็คนนึงล่ะค่ะที่เกรดถึงสายวิทย์แล้วเลือกศิลป์ฝรั่งเศส แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เรียนเพราะย้ายโรงเรียนเสียก่อน)

เราคิดว่าสังคมไทยของเรามีการปลูกฝัง self esteem ให้เด็กๆน้อยเกินไปค่ะ เราเจอเด็กวิทย์มากมายที่เรียนวิทย์กระท่อนกระแท่นแต่เก่งภาษา คือถ้าไปเอาดีด้านภาษาคงรุ่งไปแล้ว แต่คนเหล่านั้นไม่กล้าที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองถนัด เพราะค่านิยมที่ว่าเรียนวิทย์รุ่งกว่า ถ้าเกรดถึงก็ต้องเรียนวิทย์ไว้ก่อน เรียนศิลป์ก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะไปได้แค่ไหน บลาๆๆ

แต่เด็กศิลป์ที่ self พอก็มีเยอะนะคะ เพื่อนๆเราหลายคนเกรดถึงสายวิทย์แล้วไม่เลือกก็มี แล้วเขาก็มีความสุขกับการเรียนสายศิลป์ได้ด้วย

(เราอิจฉาคนแบบนั้นมากค่ะ เพราะเราเองเป็นคนจิตตกง่าย self esteem ต่ำเหมือนกัน (ฮา) โดนใครพูดมานิดหน่อยก็เก็บไปคิดเป็นเรื่องเป็นราว สุดท้ายเลยทนเรียนอักษรไม่ไหวเพราะคำพูดของคนรอบข้างโดยเฉพาะพ่อแม่เนี่ยแหละค่ะ)

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้ามองอีกแง่หนึ่ง อาจเป็นเพราะประเทศเราเป็นประเทศกำลังพัฒนา เราต้องการบุคลากรในสายวิทยาศาสตร์มากกว่า เลยทำให้สายสังคมดูด้อยกว่าก็เป็นได้มั้งคะ

ตอนเราเรียนอักษร เคยมีอาจารย์ท่านนึงพูดประมาณว่า ปรัชญารุ่งเรืองในกรีก เพราะชนชั้นสูงของกรีกนั้นไม่ต้องทำงาน จึงมีเวลาว่างมากพอจะมานั่งคิดเรื่องโลก มนุษย์ คุณธรรมความดีและอื่นๆ แต่สำหรับประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราที่เรื่องปากท้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แนวคิดทางปรัชญาก็เป็นแค่ของไร้ค่าเท่านั้นเอง

#2 By ★奈良★ on 2011-09-25 15:36

confused smile confused smile confused smile Hot! Hot! Hot!

เห็นด้วยเลยครับ

คนเราถ้าดูถูกวิชาชีพและดูถูกตัวเองยังไงก็ไม่เจริญ...

big smile

#1 By I am DangerousFox on 2011-09-25 06:58

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ

Recommend