ได้งานทำแล้ว + แนวคิดเรื่องเงินเดือน
posted on 04 Nov 2009 06:34 by capt-stg in Idealism
เมื่อวันพุธไปสัมภาษณ์งานมาครับ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ที่ยาวนานพอสมควรครับ โดยเริ่มสัมภาษณ์ตอน ๑๐ โมงจนถึงเกือบ ๆ บ่ายโมงครับ (เพื่อนผมที่ทำในบริษัทนั้นก่อนหน้านี้บอกว่าผมเป็นคนที่สองของบริษัทที่ถูกสัมภาษณ์งานยาวขนาดนั้น คนแรกคือเพื่อนผมนี่แหละครับ ๕๕๕)
สุดท้าย ได้ข้อสรุปว่า ให้ผมเริ่มงานได้ตั้งแต่วันจันทร์หน้า (๙ พฤษจิกายน) ในตำแหน่ง Process Speacialist ในบริษัทเครื่องชั่งอุตสาหกรรมครับ ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ของผมคือการจัดการโครงการติดตั้งระบบเครื่องชั่งในกระบวนการผลิตของลูกค้าครับ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเกี่ยวกับการริหารโครงการนั่นเอง (Project Management) ซึ่งเงินเดินของผมในช่วงทดลองงานคือสองหมื่นครับ และหลังจากผ่านโปรเบชัน(ช่วงทดลองงาน) ไปแล้ว จะเป็นสองหมื่นห้าครับ
ราคานี้ ยังไม่นับค่าคอมมิชชันอีก ๑ % ครับ (บริษัทผมขายทีราคาหลักล้านหน่ะ แต่พอดี ผมไม่ใช่ตำแหน่งเซลล์ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องลงมาเป็นเซลล์เองในบางทีที่ไม่มีอะไรทำก็เถอะ)
โดยส่วนตัว ผมไม่รู้หรอกว่าได้ถูกหรือแพงแต่ที่แน่ ๆ ผมมีคุณสมบัติดังนี้ครับ
- ปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเครื่องกล จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
- ปริญญาโทด้าน Advanced Manufacturing Technology จาก University of South Australia
- ผลสอบ IELTS เมื่อต้นปี ผมได้คะแนน 7.0 (จากเต็ม 9.0)
งานนี้ญาติผมซึ่งเป็นวิศกรไฟฟ้าบอกว่า ปกติงานด้านบริหารโครงการมักจะได้เงินเดือนมากกว่าสามหมื่น แต่นั่นมันสำหรับคนมีประสบการณ์ครับ
บางคนซึ่งไม่ได้อยู่ในสายงานวิศวะบอกว่า น่าจะได้สามหมื่นเป็นอย่างน้อย เพราะจบเมืองนอก ภาษาอังกฤษดี
----------------------------------------
ย้อนไปเมื่อ มีนาคม ต้นปีที่ผ่านมา ผมเริ่มสมัครงานในออสเตรเลียครับ ระหว่างที่รอ Permanent Recident Visa ( เรียกย่อ ๆ พีอาร์) ของออสเตรเลีย (คล้าย ๆ กับ กรีนการ์ด ของอเมริกา) แต่โชคร้ายที่เศรษฐกิจโลกไม่ดี มีแต่คนถูกปลด ไม่รับคนเพิ่ม จนสุดท้าย สิงหาคม สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลียอนุมัติ พีอาร์ ให้ผม ผมจึงตัดสินใจบินกลับมาตั้งหลักที่ไทยก่อนครับ เพราะก่อนนี้ ตามเงื่อนไขการขอพีอาร์ มีอยู่ข้อหนึ่งคือ ระหว่างรอต้องอยู่ในออสเตรเลียครับ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหางานและในช่วงหางาน ผมเองก็พยายามเข้าอบรมอยู่บ่อย ๆ จึงทำให้เห็นความแตกต่างครับ และแน่นอน ในช่วงหางานนั้น สังเกตุได้เลย
ที่ออสเตรเลียนั้น เขาจะกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งที่เขาจะรับไว้ค่อนข้างแน่นอนครับ
ทำไมเหรอครับ เพราะเขาไม่แบ่งชนชั้นวรรณะไงครับ
-----------------------
ย้อนกลับมาดูประเทศไทยของเรา บางทีเราก็แอบแบ่งชนชั้นกันเล็กน้อย "เฮ้ย กูพระจอม" "กูจุฬา" "ข้าธรรมศาตร์" "อั๊วเกษตร" และแน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่เราเอามาใช้ในการกำหนดฐานเงินเดือนของตัวเองก็คือ "เราจบที่ไหน"
ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อนในที่ทำงานเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน ประสบการณ์เท่า ๆ กัน อาจจะได้เงินเดือนต่างกันครับ และแน่นอนว่า พวกผู้บริหารเขาก็ไม่ค่อยจะชอบใจหรอกนะถ้าเกิดลูกน้องรู้เงินเดือนของกันและกันครับ เพราะว่้าคนที่ได้น้อยกว่าอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม (แน่สิ งานเหมือน ๆ กัน ประสบการณ์ก็เท่ากัน ไหงมันได้มากกว่าวะ) และส่งผลเสียต่อการบริหารคนครับ
แต่แน่นอน ผมยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้น มีความไม่เท่าเทียมอยู่ อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นต่างกันออกไป ถ้าจะให้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงนะครับ ผมเคยพบในตอนทำปริญญาโทที่ออสเตรเลียผมพบว่า น้องจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง (ไม่เอ่ยชื่อนะ แต่ไม่กระจอกครับ มหาวิทยาลัยนี้) ถูกสอนมาให้เชื่ออาจารย์อย่างเดียว ในขณะที่ของผมถูกสอนมาให้ไม่เชื่ออาจารย์ครับ
แต่ที่แน่ ๆ ต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยระดับต้น ๆ ของประเทศฌราอย่างจุฬา ฯ นั้น เขาได้ทรัพยากรบุคคลที่มีมันสมองระดับเทพไปครองเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้วครับ ดังนั้น เรื่องความเก่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดา
-------------------------------
ในออสเตรเลียก็มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเช่นกันครับ ซึ่งอันดับต้น ๆ ของออสเตรเลียที่ใคร ๆ ก็กล่าวขวัญถึงก็คือ Australian National University (ชื่อเท่โคตร) Monarsh University หรือ Melbourne University คือท๊อปแห่งวงการ ที่ใคร ๆก็รู้จัก
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณสมัครงานในออสเตรเลียแล้วกดเงินเดือนสูง ๆ ด้วยเหตุผลแค่ว่า จบมหาลัยเหล่านี้หล่ะก็
กลับไปเตรียมหางานใหม่เถอะ เชื่อขนมออสซี่กินได้
------------------------------
อย่างไรก็ตาม มันสมองดี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เกรดสูง ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตนะครับ
ผมเคยทำงานกับอาจารย์ผมในฐานะวิศวกรที่ปรึกษา ได้พบเจอผู้คนมากหลายจากหลายหลายสาขา หลากมหาวิทยาลัยครับ
บางคนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เกรดสูง ๆ แต่เพราะเช่นนั้น จึงมีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป คิดว่ากูเก่งกูแน่ จึงไม่เห็นหัวใคร ไม่รับฟังใคร ไม่เปิดหูเปิดตายอมรับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งผล ก็คือ ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครับ (จะพูดว่า "ถือดีงี่เง่า" ก็ไม่ผิดนะ)
ในทางกลับกัน บางคนจบเพียงราชภัฎ หรือ ราชมงคล ซึ่งถูกมองว่าเป็นสถาบันระดับล่าง ๆ แต่เพราะรู้จักยอมรับฟังสิ่งใหม่ ๆ รู้จักรับฟังผู้อื่น อ่อนน้อมถ่อมตน สุดท้ายจึงได้รับความไว้วางใจให้นั่งตำแหน่งบริหาร และประสบความสำเร็จในชีวิตครับ
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องของนิสัยเฉพาะคนก็จริง แต่ทว่า ในสายตานายจ้างแล้ว ยิ่งเขาจ้างคุณในราคาสูง เขาก็ยิ่งมีความคาดหวังในตัวคุณสูงนะครับ ดังนั้น ถ้าคุณทำตามความคาดหวังของเขาไม่ได้หล่ะก็ คุณมีปัญหากับนายจ้างแน่ครับ (ถึงแม้ว่าคุณจะทำงานได้ดีพบ ๆ กับเพื่อนร่วมงานที่ได้ค่าจ้างต่ำกว่าก็เถอะ)
ดังนั้น ไปเรียกค่าตัวสูง ก็ระวังไว้ให้ดีด้วยนะครับ "ยิ่งสูงยิ่งหนาว"ครับ
-----------------------------------
สุดท้าย นี่เป็นสิ่งที่อาจารย์ของผมสอนเอาไว้ครับว่า เราได้เงินค่าจ้างมาเท่าไร เราก็ควรจะทำเงินตอบแทนนายจ้างเราเป็นจำนวนสิบเท่าของค่าแรงครับ
ป.ล. ผมเริ่มงานวันจันทร์หน้าก็จริง แต่อังคารหน้า เขาจะให้ผมไปลงภาคสนามที่ภูเก็ตเป็นเวลา ๓-๔ วัน หล่ะครับเลย ดังนั้น ผมจะมา ๆ หาย ๆ แล้วนะครับ ขออภัยครับผม
edit @ 6 Nov 2009 08:57:09 by Brandy Frisky
พี่คือคนที่ถูกเลือกแล้ว และขอให้พี่มีความสุขและสนุกกับการทำงานนะคะ
แอบอิจฉาอ้อยอยากไปภูเก็ต อิอิ
#1 By เฉาก๊วย on 2009-11-06 09:12