วันนี้ไปดู This Is It มาครับ 

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมเนี่ย ไม่ใช่แฟนเพลงของไมเคิง แจ๊คสันเลยสักนิดนึง แต่ก็เคยฟังผลงานของเขาบ้างและก็ชอบบางเพลงของเขา (เท่าที่แค่เคยได้ยินแหละ)

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ไปดูก็เพราะว่า บิดาบอกให้ "ไปดูการบริหารโครงการของไมเคิล ซ่ะ"

----------------------

 ถ้าให้มองการจัดคอนเสริทแต่ละครั้งคือการจัดการโครงการ (Project Management) ก็ไม่ผิดครับเพราะเป็นงานที่มีห้วงเวลาดำเนินการเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ก่อนที่จะจบงานกันไปครับ

สำหรับสิ่งที่ไม่ได้่มีการนำเสนอในหนังก็คงเป็นขั้นตอนของการเตรียมงานขั้นต้น ในเรื่องของการวางแนวคิด (Concepts) ของงาน การออกแบบฉากและเวที กำลังคน ตำแหน่ง และอุปกรณ์ที่จำเป็น การจัดหาจัดซื้อ ฯลฯ ซึ่งคาดว่า ณ ขั้นตอนการวางแผนชั้นต้นนี้ คงมีเพียงไมเคิล เคนนี ออเตกา (ผู้กำกับ) และทีมงานหลัก ๆ ที่เป็นแม่งานไม่กี่คนครับ

ขั้นตอนต่อมา คือการจัดการจัดหาบุคลากที่เป้นระดับกลาง (Middle Managers) และจัดสร้างจัดหาฉาก/เครื่องมือ ซึ่งในขั้นตอนนี้ ก็ยังไม่มีในหนังเหมือนกันครับ

ณ ตอนเริ่มเรื่องเลย คือการคัดบุคลากรตัวเล็ก ๆ อย่างนักเต้นครับ ซึ่งแน่นอน พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่อยากจะทำงานกับไมเคิลทั้งนั้นครับ และบางคนถึงกับบินข้ามโลก ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะครับ แต่ไม่่ว่าพวกเขาจะมีเหตุผลที่เกี่ยวกับความประทับใจในตัวไมเคิลมากมาย หรือซาบซึ้งเพียงไก็ตาม "คนที่ใช่" เท่านั้นถึงจะถูกคัดเอาไว้เพื่อการแสดงครับ ซึ่งเขาหรือเธอเหล่านั้น นอกจากจะต้องมีลีลาการเต้นที่โดดเด่นแล้ว ยังจะต้องสามารถสื่อถึง "ความเป็นไมเคิล" ออกมาได้ด้่วยครับ

แน่นอน งานนี้ ไมเคิลลงมาคัดตัวด้วยตัวเองด้วยครับ

จากนั้น ก็เป็นขั้นตอนของการซ้อมการแสดงครับ ซึ่งในเรื่องนั้น สังเกตุได้เลยครับว่า ไมเคิลนั้น อัจฉริยะที่ละเอียดอ่อนจริงจริง เพราะเขานั้น เก็บรายละเอียดได้หมดทุกเม็ดเลยครับ แต่ในหนังนั้นฉายถึงการฝึกซ้อมของนักแสดง ซึ่งขั้นต้น จะมีทีมงานซึ่งคอยดูแลฝึกสอนนักเต้นแต่ละทีมอยู่แล้ว แต่สุดท้าย ไมเคิลจะเป้นผู้ที่ลงมาเก็บรายละเอียดสุดท้ายด้วยตัวเองทั้งหมดครับ

สำหรับฉากในแต่ละฉากนั้น ผมคิดว่า ออเตกา ผู้กำกับ น่าจะเ็ป็นคนออกแบบ หรือมีทีมออกแบบมาให้ไมเคิลมาอยู่แล้ว  แต่อย่างไรก็ตาม ไมเคิลคือผู้ที่จัดการเก็บกวาดรายละเอียดต่าง ๆ ที่ทีมของเขามองไม่เห็นครับ

มีอยู่ฉากหนึ่ง ซึ่งผู้กำกับกำหนดให้ไมเคิลหันหน้ามาหาคนดูเลยในระหว่างที่หน้าจอโปรเจคเตอร์ฉายหนังประกอบ แต่ไมเคิลกลับปฎิเสธเพราะเขาคิดว่าทำแบบนี้จะดีกว่า ซึ่งผู้กำกับก็แย้งว่า "แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่ามันจบแล้ว" ซึ่งไมเคิลตอบว่า "ฉันสามารถรู้สึกถึงมันได้ และฉันจะพยายามทำ" ครับ

นอกจากนี้ ไมเคิลเองก็ลงไปจัดการกับระบบเสียงด้วยตัวเอง ซึ่งตลอดเรื่องนั้น แสดงให้เห็นได้อย่างชันเจนว่า ไมเคิลนั้น เข้าถึงอารมณ์ของเพลงของเขาในทุก ๆ ตัวโน้ต ครับ ซึ่งในเมื่อแกเข้าใจ แกก็จะรู้ว่าทำยังไงถึงจะดึงอารมณ์คนดูได้อย่างเต็มที่ครับ 

นอกจากนี้ ไมเคิลเองก็ยังสามารถจินตนาการได้ว่า คนดูของเขานั้น อยู่ในอารมณ์ไหน เข้าถึงอารมณ์เพลงอย่างเต็มที่ไหม ขาดอะไรไปหรือเปล่า แล้วจะแต่งเติมได้ยังไง จนสุดท้าย สิ่งที่เขาพอใจก็คือ "ไร้ที่ติ" ครับ

ที่สำคัญที่สุด ไมเคิลนั้น สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างใจเย็นมาก ๆ เขาติติงคนอื่น แต่เขาก็จะย้ำว่า "ผมติเพื่อก่อนะ" เขามีความสามารถที่จะสื่อสารให้เพื่อนร่วมงานของเขาได้เข้าใจว่า สิ่งที่เขาต้องการนั้นเป็นแบบไหน และดึงเอาความสามารถที่คน ๆ นั้นมีมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ครับ

แน่นอน มีบางสิ่งที่แต่เดิมที ไมเคิลคิดว่าดีแล้ว แต่เมื่อลองซ้อมออกมา เขากลับพบว่าเขาคาดการณ์ผิดไป เขาไม่รีรอที่จะพูดเลยว่า "เป็นความผิดพลาดของผมเอง" (ทั้ง ๆ ที่เขายิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้น)

ที่สำคัญ เขาไม่เคยลืมขอบคุณและอวยพรเพื่อนร่วมงานของเขาเลยครับ

ในท้ายที่สุด ไมเคิลกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคน และถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมงานของเขาฟังว่า สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อในการแสดงครั้งนี้นั้นคืออะไร เพื่อให้ทุกคนเข้าใจ และมีจุดมุ่งหมายในการทำงานเดียวกันครับ (Share Vissions)

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม ไมเคิล แจ๊คสัน จึงสามารถก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่ง "ราชาเพลงป๊อป" ได้อย่างไรข้อกังขาครับ (ซึ่งสำหรับผมนั้น ตำแหน่งนี้ออกจะเล็กเกินไปด้วยซ้ำ)

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม การแสดงของเขาที่ออกมานั้น ได้ผลลัพท์ออกมาว่า "นี่แหละใช่เลย" (This Is It) ครับ

---------------------------

 ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ โลกทั้งโลกล้วนตะลึงในข่าวร้าย ไมเคิล แจ๊คสันได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว เหลือไว้เพียงตำนานความเป็นราชาเพลงป๊อปของเขาครับ

 แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ไมเคิลต้องการจะเหลือเอาไว้ให้โลก นั่นคือจิตวิญญาณของการแสดงครั้งสุดท้ายของเขา นั่นคือความรักที่เขามีต่อโลกใบนี้ครับ

ไมเคิลต้องการจะสื่อกับพวกเราคนทั้งโลกผ่านการแสดงในครั้งนี้ว่า พวกเราต้องช่วยกันปกป้องธรรมชาติและโลกของเรา อย่ามัวนั่งรอให้รัฐบาล หรือหน่วยงานองค์กรใด ๆ เขามาแก้ไข พวกเรานั่นแหละที่เป้นคนผูกปมอันนี้ขึ้นมา และมันเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องแก้ไขปมนี้ด้วยตัวเอง

พวกเราต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมคนละไม้ละมือ และอย่ารอวันพรุ่งนี้ แต่ให้เริ่มกันวันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 รักไมเคิล รักโลกของไมเคิล (และของพวกเรา)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ