เรื่องนี้มีที่มาจาก บอร์ดเกี่ยวกับงานกีฬาสีในไร้สาระนุกรมครับ ซึ่งมีเด็กคนนึงไปเขียนระบายอารมณ์แล้วถูกรุ่นพี่ตามมาจิกต่อว่าครับ กลายเป็นดราม่าย่อย ๆ ในไร้สาระนุกรมไป
อย่างไรก็ตาม ผมก็โดดเข้าไปเล่นด้วยโดยบอกว่า "ผมหน่ะ ไม่ได้ยุ่งอะไรกับงานกีฬาสีเลยตั้ง ๖ ปีแหนะ" เพราะผมเป็นนักเรียนวงโยทวาธิตครับ
--------------------------
แต่เดิมที ผมก็ไม่มีความคิดอะไรในหัวว่าอยากจะเล่นดนตรีหรอกครับแถมตอนเด็ก ๆ ออกจะไม่ชอบเพราะครูดนตรีชอบตีผมเวลาตอบอะไรผิด เลยพาลไม่ชอบไปด้วยเลย แต่แล้ววันนึง ตอน ม ๑ (สิบกว่าปีแล้วสินะ) เพื่อนผมมันก็ชวนผมขึ้นไปที่ห้องดุริยางค์ครับ (ที่ถูกต้องเรียกว่า วงโย ฯ เพราะคำว่าดุริยางค์ หมายถึง วงซิมโฟนีออเครสตรา ครับ) ซึ่งผมก็ดูแล้วสนใจ พวกนี้มันทำอะไรกัน เลยไปสมัครครับ ซึ่งเครื่องที่ผมได้เล่นก็คือ French Horn ครับ
วงจรชีวิตของเด็กวงโย ฯ ต้องเรียกได้ว่า มีระเบียบวินัยสูงครับ เพราะตอนเช้า พวกเราต้องรีบขึ้นห้องดุริยางค์เพื่อซ้อมในชั่วโมงโฮมรูม จบแล้วจึงวิ่งไปเข้าเรียนต่อ
เวลาพักเที่ยง เลิกเรียนเที่ยงตรง เที่ยงยี่สิบ พวกเราขึ้นมาถึงห้องดุริยางค์เพื่อทำการซ้อมแล้วครับ และพอตกเย็น แทนที่จะได้ไปเตะบอลกับชาวบ้าน พวกเราก็ต้องขึ้นมาซ้อมกันจนถึงทุ่มนึงครับ
เส้นทางการฝึกซ้อมนั้นก็ไม่ได้ง่าย โดยในเทอมแรกนั้น พวกเราจะถูกบังคับให้เป่าได้เพียงแค่เสียง ๆ เดียวคือเสียง บี แฟลต คอนเสริท (เสียงมาตราฐานที่ใช้ในการเทียบเสียง) ถ้าใครบังอาจเป่าเสียงอื่นจะต้องโดนแดกครับ
นี่อาจจะฟังเหมือนไร้เหตุผล แต่การทำเช่นนี้นั้น ก็เพื่อ
- ให้พวกเราคุ้นเคยกับเสียงบี แฟลต คอนเสริท (เครื่องผมเป็นเสียง ฟา) ซึ่งจนแม้วันนี้ ผมเองยังจำเสียงนี้ได้ดีครับ
- เพื่อให้เราสามารถควบคุมลมหายใจได้อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีผลอย่างมากต่อการเล่นในอนาคต และเป็นพื้นฐานที่สำคัญสำหรับเครื่องเป่า เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ไร้ที่ติ
- เพื่อให้เราสามารถเล่นจังหว่ะต่าง ๆ ได้ ซึ่งอันนี้ เทคนิกของเครื่องทองเหลืองกับเครื่องลมไม้นั้นจะต่างกัน สำหรับเครื่องทองเหลือง สำคัญที่การใช้ลิ้นครับ
นอกจากการซ้อมเป่าแล้ว เรายังต้องซ้อมการเดินสวนสนามด้วยครับ ซึ่งสิ่งที่พวกเราจำเป็นจะต้องทราบก็คือ การระยะการก้าวเดินเพื่อให้รูปกระบวนไม่เสียครับ รู้จักการอ่านสัญญาณไม้คทาจากคทากร (ดรัมเมเยอร์ หรือ ดรัม เมเจอร์นั่นแหละครับ) รู้ว่าเวลาเราจะเลี้ยวซ้าย-ขวา-กลับหลังหัน มีจังหว่ะก้าวเดินอย่างไร (แต่ละวง มีวิธีหักเลี้ยวที่ต่างกัน บางวงใช้วิธีเลี้ยวแบบตีโค้ง แต่บางวง ใช้วิธีเดินตัดกระบวนกันเองครับ) เวลาได้รับคำสั่งซอยเท้า จะต้องจัดกระบวนใหม่กันอย่างไร และรู้จักสัญญาณกลองสั่งหยุดเดินครับ
สำหรับการเดินเป่านั้น อาจจะคิดว่ามันง่าย แต่มันไม่ง่ายหรอกครับ เพราะการก้าวเท้าของพวกเราจะต้องวางเท้าให้เบาที่สุดเนื่องจากการลงเท้าแรง ๆ แบบที่พวกทหารเขาทำกันจะทำให้ลำตัวช่วงบนกระเทือนและไม่สามารถเป่าให้เสียงออกมาราบเรียบได้ครับ หรือจะพูดว่า เดินยังไงก็ได้ให้ลำตัวช่วงบนไม่กระเทือนก็ไม่ผิด
ยิ่งถ้าเป็นการเดินแปรขบวนด้วยแล้วนี่ ยิ่งแล้วใหญ่เลยครับ โหดมาก ๆ กว่าจะออกแสดงได้นี่ ซ้อมกันแทบรากเลือดครับ
สำหรับคทากรนั้น ผมยอมรับว่าหลาย ๆ วงในรุ่นผมยังเด็กนั้น เป็นเพียงเครื่องประดับครับ โดยเฉพาะวงที่มีผู้หญิง คทากรมักจะเป็นผู้หญิงหน้าตาดี ๆ ครับ แต่อย่างไรก็ตาม การเป็นคทากรชั้นเทพนั้น ไม่ง่ายเลยครับ
ผู้ที่จะมาเป็นคทากรชั้นเทพได้นั้น ต้องเป็นคนที่มีกำลังข้อมือแข็งมาก ๆ ครับ เพราะการใช้ข้อมือเพื่อบังคับไม้ให้โค้งงอเวลาควงได้ดั่งใจนั้น จำเป็นต้องใช้กำลังข้อมือสูงมาก ๆ โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง เพื่อให้ไม้โค้งงอได้มากแล้ว นอกจากไม้จะต้องอ่อนพอเหมาะแล้ว หัวไม้คทาจะต้องหนักด้วยครับ
ดังนั้น ขอฟันธงครับ คทากรชั้นเทพ ที่ลีลาการควงสุดยอดนั้น กว่าจะทำได้นี่ ต้องผ่านการฝึกมาอย่างหนักครับ
---------------------
แล้วผมได้อะไรจากการเล่นวงโย ฯ
แน่นอน ผมฟังดนตรีรู้เรื่องเพราะผ่านตรงนั้นมา เวลาที่ผมมาออสเตรเลีย บางทีผมก็ไปฟังการแสดงดนตรี ผมก็สามารถฟังกับเขารู้เรื่อง และซาบซึ้งไปกับมันได้ครับ แถมผมยังแยกเสียงเครื่องดนตรีออกด้วยนะ
แต่สิ่งที่ผมได้่มากกว่านั้นก็คือเรื่องของระเบียบวินัย การรู้จักตัดใจ และความรับผิดชอบในการตามงานครับ
เนื่องด้วยรายการปฎิบัติประจำวันของพวกเรานั้น จะต้องเข้าซ้อมกันตามเวลา ดังนั้นจะต้องรู้จักตัดใจข่มอารมณ์อยากเล่นกับเพื่อนเพื่อมาเข้าซ้อมตามหน้าที่ และในการเดินขบวนให้พร้อมเพรียง หรือซ้อมให้ดี ได้ประสิทธิภาพนั้น ระเบียบวินัยถือได้ว่าเป้นกุญแจสำคัญอย่างมากเลยหล่ะครับ
ในระดับใหญ่ ๆ นั้น การทำงานเป็นหน่วยงาน เป้นทีมนั้น ระเบียบวินัยคือสิ่งที่มีความสำคัญสูงสุด จนหน่วยนาวิกโยธินไทยถึงกับมีคำขวัญเอาไว้ว่า "วินัยเสีย หน่วยสลาย" ครับ และนั่นคือสิ่งที่นักเรียนดุริยางค์มักจะได้ติดตัวมาครับ
สำหรับเรื่องของความรับผิดชอบนั้น ถึงพวกผมจะขาดเรียนบ่อย แต่ก็ติดตามงานมาส่งได้ครบ ตามที่เพื่อน ๆ เรียนได้ทันเสมอครับ ด้วยเหตุนี้ เวลาขอลาไปซ้อมจึงมักจะไม่ค่อยมีปัญหาเนื่องจากครูไว้วางใจครับ
ที่สำคัญ นี่คือการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ครับ
------------------------
เรื่องตลก เด็กวงโย ฯ
คติประจำใจเด็กวงโย ฯ บางวง (วงผมเอง) คือ "ชุดเด่น เล่นเหี้ย"
---------------------
เด็กวงโย ฯ บางคนชอบเล่นไพ่ แต่การหาที่เก็บไพ่นั้นก็สำคัญ เดี๋ยวโดนจับได้แล่้วจะซวย จึงมีเด็กคนหนึ่งเก็บไพ่เอาไว้ในลำโพงแซกโซโฟนของตัวเอง แต่ทว่า เพราะว่าในการแสดงครั้งหนึ่ง เขาดันลืมเอาสำรับไพ่ออกจากลำโพง จึงส่งผลให้ไพ่ของเขานั้นกระจายเกลื่อนกลางสนาม
โชคดีที่คนดูเขานึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง ชอบใจปรบมือกันใหญ่ แต่แน่นอนว่าหลังจบงาน เด็กคนนั้นถูกฟาดตูดลาย (รุ่นพี่ผมเองแหละ)
----------------------------
มีอยู่ครั้งหนึ่ง ตอน ม ๖ ผมตื่นสายมาก ๆ ครับ มาถึงโรงเรียน ๙ โมง ๒๐ ซึ่งได้เวลาเรียนคาบแรกพอดีครับ ผมจึงนึกในใจ "ซวยแล้วกูวันนี้ มิส ย ครูชีวะ สอนด้วยสิ เวลาแกด่า ด่ายาวด้วยสิ เอาวะ ผิดเป็นผิด ก้มหน้าก้มตารับกรรมไป" และเดินขึ้นตึกครับ
ระหว่างทาง ผมก็เจอเพื่อนผมครับ "ไอ้ ว คุณชาย สายเสมอ" ครับ ซึ่งมันก็ทักผม
ไอ้ ว : "อ้าว ขี้เมา เพิ่งเลิกซ้อมเหรอวะ" (บอกแล้วไงครับ ปกติผมจะไปซ้อมกันตอนเช้า ๆ)
ผม : "เปล่าหว่ะ วันนี้กูสายจริง แม่ง เมื่อคืนเล่นแช๊ตยาวไปหน่อยหว่ะ" (ไหนว่าวินัยสูงไงฟร่ะ)
ไอ้ ว : "อ้าวเหรอ มา ๆ สัด ไปโดนด่าด้วยกัน"
ผม : "เออ"
แล้วเราสองคนก็เดินขึ้นห้องเรียนอย่างสง่าผ่าเผยครับ และเมื่อถึงหน้าห้อง ไอ้ ว มันก็สุภาพบุรุษมาก "ไอ้สัด มึงเข้าไปก่อนเลย เดี๋ยวกูตาม" (แสดดดด) "เออ" ผมตอบ แล้วเปิดประตูห้องเข้าไปครับ แต่ปรากฎว่า มิส ย กลับตอบรับการเข้ามาของผมดังนี้ครับ
"อ้าว ขี้เมา เธอมาแล้วเหรอ มาสิ ๆ รีบ ๆ เข้ามานั่ง วันนี้คงจะซ้อมมาเหนื่อยสินะ รีบ ๆ นั่งเถอะ"
" นี่ อี ว แกนี่มาสายอีกแล้วนะ เมื่อไรจะแก้นิสัยเสียแบบนี้ได้เนี่ยยะ ฉอด ฉอด ฉอด"
เออ ดีวุ้ย สายเหมือนกัน แต่ได้รับการปฎิบัติที่ต่างกัน ดีจัง ๕๕๕๕ ส่วนไอ้ ว ยืนงงอยู่หน้าห้องครับ "มันก็สายเหมือนกูนี่หว่า ทำไมด่าแต่กูวะ" ๕๕๕๕
-----------------------------------
เรื่องนี้ไม่ฮาแต่เท่
เมื่อตอน ม ๖ มีอยู่วันหนึ่งผมขี้เกียจขึ้นซ้อมตอนเช้าเลยไปเข้าแถวยามเช้ากับชาวบ้านเขา (หลังจากที่ไม่ได้เข้ามาเป็นเวลา ๕ ปี) เพื่อนสนิทผมที่เป้นประธานนักเรียนชวนผมไปเป็นคนชักธงโรงเรียนครับ ซึ่งการชักธงโรงเรียนนั้นจะกระทำพร้อม ๆ กับการเปิดเพลงโรงเรียนครับ ซึ่งแน่นอน การชักธงนั้น จะต้องใช้สองคน แต่จะมีคนเดียวที่เป้นคนควบคุมการขึ้นของธงครับ และรอบนั้นคือผมเอง
เนื่องจากว่าผมนั้นเล่น/ซ้อมเพลงโรงเรียนมาแล้วไม่รู้กี่พันเที่ยว ดังนั้น อย่าว่าแต่ทำนองเลย เครื่องไหนเล่นอะไรตอนไหน ผมรู้หมดแหละ ดังนั้น การกะระยะธงนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย
เรื่องเลยกลายเป็นที่โจทย์จันกันมาก ๆ ในวันนั้นเนื่องจากว่า ตั้งแต่มีการชักธงโรงเรียนมา เพิ่งมีผมเป็นคนแรกที่ชักธงขึ้นไปสู่ยอดเสาได้ตอนจบเพลงพอดี ไม่มีขาดมีเกินครับ (ฟลุคมากกว่านะ ในความคิดผม แต่เอาเถอะ เลยตามเลย และไม่เคยรับหน้าที่นี้อีกเลย เดี๋ยวคนเขาจับความจริงได้ ๕๕๕)
แน่นอนเพื่อน ๆ ในกลุ่มของ
น้อง ป เขาก็พูดถึงด้วยหล่ะ ๕๕๕๕
ป.ล. บทความใหม่ของไร้สาระนุกรม (และบทความที่ ๖๑ ของผม) กีฬาสี ครับ
edit @ 2 Nov 2009 09:09:57 by Brandy Frisky
#1 By Kiss The Rain on 2009-11-02 18:32