ความจริงแล้ว ผมก็ไม่ได้คิดว่าการเป็นนักเรียนนอกมันเป็นอะไรที่วิเศษวิโสอะไรมากมายนักหรอกครับเพราะทุกวันนี้ หลาย ๆ ประเทศที่พัฒนาแล้วหาช่องทางหากินแบบใหม่ด้วยการขายการศึกษา ดังนั้นเอาเข้าจริงแล้ว นักเรียนนอกหลายคนก็คือคนมีเงิน ไม่ได้เก่งกาจอะไรมากมายหรอก (พวกนี้รวมผมด้วยหล่ะ แค่พอมีเงิน แค่นั้นแหละ)

อย่างไรก็ตาม แค่มีเงินอย่างเดียวมันไม่ได้แปลว่าจะเรียนจบนะ เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ทิ้งคุณภาพปล่อยบัณฑิตห่วยกว่ามาตราฐานจบไปเพียงเพื่อเงินหรอกนะ ในทางตรงกันข้าม ยิ่งพวกนี้ตกค้างนานเท่าไร เขาก็ได้กำไรมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้น บัณฑิตขี้เท่อแบบ ดร. เป็ด ก้าบ ๆ ไม่มีแน่นอน

สิ่งที่แน่นอนที่สุดสำหรับนักเรียนนอกคือใช้ภาษาอังกฤษเป็นแน่นอน แต่อย่าเข้าใจผิดว่าจะรู้ทุกอย่างเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ หรือพูดได้คล่องเป็นไฟ เพราะเรื่องพวกนี้จริงจริงแล้ืวมันมีปัจจัยครับ เนื่องจากว่าบางคนมาแล้วกลับพยายามจับกลุ่มอยู่กับเพื่อนชาติเดียวกัน ดังนั้นโอกาศที่จะพัฒนาภาษาอังกฤษนั้นก็ไม่เยอะเท่าไรหรอกครับ หรือพวกที่มาเรียนแบบทำวิจัย พวกนี้วัน ๆ อยู่แต่ในห้องทำงาน ไม่ค่อยได้เจอผู้คนเขาหรอก

ส่วนตัวผมเก่งแค่ไหนนั้น ผลสอบ IELTS ล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ที่ผ่านมาเป้นประกัน เพราะผมได้ 7.0 ครับ (เต็ม 9.0 ถือว่าอยู่ในระดับ Proficient เลยหล่ะ) และนอกจากนี้ ฝรั่งบางคนก็ชมผมว่าสำเนียงดี ถึงแม้จะฟังรู้ว่าเป้นสำเนียงเอเชีย แต่จัดว่าดีมากครับ (ยืด)

---------------------

 แน่นอนว่่า ด้วยความเทพระดับนี้ ก็มีคนมาขอให้ช่วยสอนบ้างเป็นเรื่องธรรมดาครับซึ่งผมไม่มีปัญหาอะไรหรอก แบ่งปันความรู้กันได้ครับ อีกอย่างผมเองก็ก้าวขึ้นมาจากเด็กที่เรียนไม่เก่ง เมื่อตอน ม ๔ ผมยังสอบตกวิชาภาษาอังกฤษอยู่เลย คนละเรื่องกับตอนนี้เลย ซึ่งสาเหตุที่ก้าวขึ้นมาได้ก็เพราะได้รับความช่วยเหลือจากมิตรสหายทั้งหลายนั่นเองครับ

แต่อย่างไรก็ตาม บางทีก็เจอกรณีที่น่ารำคาญเช่นกัน เพราะบางคนมาขอให้ผมสอน แต่ตัวเองดันใช้ภาษาไทยผิด ๆ มาครับ ใช่แล้ว พวกภาษาวิบัติ ซึ่งกรณีนี้ ผมจะตอบไปครับว่า

"ก่อนจะเอาภาษาที่สองให้ดี ๆ กลับไปหัดใช้ภาษาแม่ให้ถูกต้องก่อนจะดีกว่าไหม"

 -------------------

 โดยส่วนตัวผมแล้ว ก็มีบ้างที่ใช้ภาษาอังกฤษผิด ๆ ครับ โดยเฉพาะช่วงแรก ๆ แต่ว่า ผมไม่คิดว่ามันน่าอายนะ ไม่ใช่ภาษาบิดามารดรเรา (แม้ว บิดาของพวกเสื้อแดงยังพูดภาษาอังกฤษไม่คล่องเลย) แถมบางครั้ง ตัวเจ้าของภาษาเองก็ผิดบ้างเหมือนกัน (เราเองบางทีก็ยังใช้ภาษาไทยพลาดก็มี ถ้าจะว่ากันตรง ๆ แล้ว ภาษาไทยยากกว่าภาษาอังกฤษเยอะ แต่เรารู้สึกเหมือนง่ายเพราะใช้กันจนชินต่างหาก)

แต่อย่างไรก็ตาม การใช้ภาษาไทยผิด ๆ สำหรับผมเป็นเรื่องที่น่าอายและผมมักจะพยายามปรับปรุงแก้ไขเสมอ (ภาษาอังกฤษก็ทำ แต่มักไม่เข้าหัวเท่าไรหรอก) แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ลืมว่ามันสะกดยังไง บางครั้ง มึงเกิ้ลก็ช่วยไม่ได้ดีเท่าไรนักเพราะคนมักจะใช้ผิด และสุดท้ายก็ได้คำตอบจากเว็บพจนานุกรมของราชบัณฑิต ฯ ครับ (ถึงแม้ว่าหน่วยงานนี้จะทำงานชักช้ายืดยาด เพราะต้องยืนไว้อาลัยห้านาทีทุก ๆ ครั้งที่มีการเอ่ยชื่อราชบัณฑิตที่ล่วงลับไปแล้วก็เถอะ)

แต่เชื่อสิ คนเรามันต้องมีพลาดกันมั่งแหละ แต่ถ้าพลาดแล้วไม่ตั้งใจ รู้แล้วแก้ไขนี่โอเค แต่พวกผิดโดยตั้งใจ อยากใช้ภาษาวิบัติเพราะอยากเท่ ผมไม่เท่ด้วยหรอกนะ ขอโทษ

 -----------------------

 การใช้ภาษาไทยคำ อังกฤษคำ ส่วนตัวผมเองก็มองว่าไม่ได้เท่อะไรเหมือนกันนะ และถ้าทำได้ ผมมักจะพยายามไม่ใช้มันครับ เว้นแต่ว่า นึกหาคำภาษาไทยไม่ออกจริงจริง หรือถ้าการใช้คำภาษาอังกฤษมันทำให้การสื่อสารนั้นชัดเจนกว่า อันนี้ ยอมรับได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสายงานวิศวกรรม บางครั้งการใช้คำทับศัพท์มันสื่อสารได้ชัดเจนกว่า ดังนั้น ใช้เลยโลด เพราะพอแปลเป้นไทยแล้ว มันแหม่ง ๆ เช่น

  • lead time = เวลานำ (นำอะไรวะ มันหมายถึงเวลาที่ใช้ในกระบวนการต่างหาก)
  • Fluidized Bed = แปลงฟลูอิดไดซ์ (อย่าแปลงเลยดีกว่ามั้งอันนี้)

แต่พูดถึงเรื่องทับศัพท์แล้วจริงจริงแล้ว ภาษาอังกฤษก็มีการทับศัพท์มาเหมือนกันครับ โดยเฉพาะในแวดวงการบริหารอุตสาหกรรม พวกฝรั่งเริ่มสนใจแนวคิดในการบริหารการจัดการของญี่ปุ่้น ดังนั้น ก็จะมีการทับศัพท์มาเหมือนกัน เช่น คำว่า "ไคเซ็น" (ใครเส้น)  "กัมบัง" (คำนี้ฝรั่งหลายคนเรียกเพี้ยนเป็น กันบัน เพราะเวลาถอดเสียงตามคำแล้วจะได้ว่า Kanban เพราะตัวสะกด ん เป็นได้ทั้งแม่กน แม่กง และแม่กม แต่ฝรั่งมันบอกให้ใช้แทนเสียงด้วยตัว n หรือแม่กน) หรือ "ยะระไนกะ" เป็นต้น

แต่โดยส่วนตัวแล้ว ใช้เท่าที่จำเป็นดีกว่าครับ ใช้เกินความจำเป็นมันไม่งาม (เช่น เด็กคนหนึ่ง จะพูดว่าว่าฉัน/ผม ดันทะลึ่งใช้ I เฉยเลยเจอเพื่อนผมซัดภาษาอังกฤษใส่ไปชุดนึง จอดเลย)

----------------------

ข้างบน ผมได้พูดไปแล้วว่าขนาดฝรั่งยังชมสำเนียงของผม แต่เมื่อเวลาผมพูดภาษาไทย ผมก็พยายามที่จะใช้มันให้ดีที่สุดเช่นกัน ผมพยายามที่จะออกเสียง ร เรือ ให้เป็น ร เรือ ล ลิง ให้เป็นล ลิง ไม่ใช่ด้วยเสียง R L เพราะมันไม่ใช่ครับ

ในการฝึกออกเสียง ผมมักจะฝึกด้วยการออกเสียงนั้นซ้ำ ๆ ไปมาครับ เมื่อก่อน เวลาผมเข้าห้องน้ำทำธุระหนัก ผมก็จะออกเสียงคำๆ นั้นไปมา ซ้ำ ๆ  ครับ ซึ่ง เสียงที่คนไทยมักจะออกเสียงผิดกันคือเสียง t p และ k ซึ่งเวลาเป้นตัวสะกดต้องออกเสียง "เทอะ" "เพอะ" และ "เคอะ" ตามลำดับ ซึ่งเวลาออกเสียง ให้นึกถึงเวลาผู้หญิงทำหน้าเชิดแล้วบอก "เชอะ" ครับ แบบนั้นแหละครับ

สำหรับเสียง ร กับ ล ผมอาศัยร้องเพลงเอาครับ ถึงนักร้องจะออกเสียงไม่ชัด แต่เราก็จะเอาอ่ะ ไม่สนใจ (แต่นักร้องรุ่นเก่า ๆ ออกเสียงชัดนะ) 

ซึ่งการฝึกออกเสียงนี้จะทำให้หูและสมองเราคุ้นเคยกับคำ เวลาใช้งานก็จะใช้ออกได้โดยถูกต้องและชัดเจนครับ

แต่เอาเข้าจริงแล้ว ในสมองผมจะมีสองระบบความคิดนะครับคือ ระบบภาษาไทย และระบบภาษาอังกฤษ คือเวลาพูด/คิดเป็นภาษาไทย จะออกเสียงภาษาอังกฤษแบบสำเนียงคนไทยทั่ว ๆ ไป แต่เวลาอยู่ในระบบภาษาอังกฤษ จะออกเสียงชัดเจนหมด (รวมทั้งการทับศัพท์ภาษาไทย)

เรื่องนี้ยังจำได้เลย ตอนผมไปอยู่ออสเตรเลียใหม่ ๆ พยายามหาร้านอาหารไทยแท้ ๆ แต่มักจะไม่ใช่ จนเจอร้านนึงครับ ผมไปสั่งแบบไม่แน่ใจด้วยการสั่งว่า "ราดหน้า please" คนขายเขาอึ้งแ้ล้วยิงกลับเลย "คนไทยรึเปล่าค่ะ" "แบบว่า ออกเสียง ร เรือออกจะชัดเจนมากค่ะ"

--------------------

 สำหรับเวลาคุยกับเพื่อนฝรั่งที่ซี้ ๆ กัน เขามักจะพูดเหมือนกันอย่างครับว่า "อิจฉา" คนเอเชียที่มักใช้ได้สองภาษา (หรือมากกว่านั้น) นอกจากนี้ พวกนักเรียนนานาชาติมักจะแม่นไวยากรณ์ภาษาอังกฤษยิ่งกว่าเจ้าของภาษาครับ

นอกจากนี้ ในออสเตรเลีย ภาษาไทยเองก็จัดว่าเป็นหนึ่งใน Community Languages ของเขาครับ ด้วยเหตุนี้ ในการขอวีซ่าบางตัวในออสเตรเลีย เช่น Permanent Recidency ผู้ที่มีหลักฐานยืนยันว่าสามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างคล่องแคล่วจะได้รับคะแนนพิเศษเพิ่มเติมครับ (ผมก็มีนะ วีซ่าตัวนี้ และผมได้คลาสสูงสุดที่พวกเด็กแขกเด็กจีนอยากได้มาครองด้วยหล่ะ)

นอกจากนี้ ชาวเอเชียโพ้นทะเล (หมายถึงชาวเอเชียที่เกิดในแผ่นดินอื่น) ก็มักจะ (ไม่ทุกคนนะ) ศึกษาภาษา ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมดั้งเดิมของตัวเองไปด้วยครับ (ของเราก็มี สังเกตุสิบ้านคนจีนจะยังพูดจีนกันเป็น) ซึ่งนี่กลายเป้นการสร้างข้อได้เปรียบที่แม้แต่ตัวกลั่นจากรัฐบาลเคนเนดี้ อย่าง แม็คนามารา ยังแอบอิจฉาครับ ซึ่งไม่แค่ลูกพี่แม็คนามาราหรอกครับ แถมเรื่องนี้ ป้าข้างบ้านผมก็พูดออกมาเหมือนกัน

เห็นไหมหล่ะ คนอื่นเขาอิจฉาเรา ถึงแม้ว่าภาษาไทยจะมีคนใช้เพียงประมาณ ๗๕ ล้านคนทั้งโลก แต่ก็เป็นภาษาที่มีคนใช้เยอะเป็นอันดับที่ ๓๙ ของโลก (จากเป็นพัน) เชียวนะ (อ้างอิง วิกิอังกฤษ)

นอกจากนี้ นักภาษาศาสตร์เองก็ตระหนักถึงความสำคัญของการตายของภาษา คือ การขาดผู้สืบทอด อันเป็นเหตุให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมนั้นขาดช่วงไป และส่งผลเสียในแง่มุมทางประวัติศาสตร์ไม่น้อยเลย

ฟังแล้วอาจจะคิดว่าผมพูดเวอร์ ผมยกตัวอย่างคำว่า "Real Estate" อันแปลว่า "ที่ดิน" หรือ "อสังหาริมทรัยพ์" ความจริงแล้ว มีที่มาจากกฎหมายมรดกในยุคกลางของพวกชนชั้นอัศวินในยุโรปครับ โดยกฎหมายในยุคนั้นกำหนดเอาไว้ว่า ที่ดินและยศอัศวินนั้น จะถือว่าเป็นมรดกที่ลูกชายคนโตเท่านั้นที่มีสิทธิครอบครอง และการมีที่ดินนั้น ก็หมายถึงการมีอำนาจในการเกณฑ์ทหารเข้ากองทัพครับ ยิ่งมีที่ดินมาก ก็ยิ่งมีอำนาจกะเกณฑ์ไพร่พลมาก ด้วยเหตุนี้ ฝรั่งจึงถือว่า ที่ดินเป็น "สมบัติแท้" จึงเป็นที่มาของคำว่า Real Estate ครับ (Estate แปลตรง ๆ คือ ทรัพย์สิน)

------------------------

จะว่าไปแล้ว เรื่องภาษาอังกฤษบนอินเทอร์เน็ต กลับมีคนไทยบางพวกที่เข้าใจผิดครับ คิดว่าการที่เขาใช้ภาษาอังกฤษนั้นคือเท่ บางคนบอกว่าตัวเองอยู่เมืองนอก แต่โดยภาพรวมแล้ว คิดว่าการใช้ภาษาอังกฤษแล้วจะทำให้น้ำหนักในการให้เหตุผลดีขึ้น

ขอโทษครับ เข้าใจผิดแล้ว

ถ้านี่เป็นเมื่อ ๓๐ กว่าปีก่อน  การทำเช่นนั้นถือว่ามีอิทธิพลใหญ่หลวงเลยทีเดียว เพราะยุคนั้นคนที่มีโอกาสได้ไปเรียนต่อต่างประเทศน้อย คนที่จะไปได้คือตัวกลั่นสุดเทพจริงจริงถึงมีโอกาสครับ แค่ได้ไปเรียนที่ฟิลิปินส์ในยุคนั้นก็จัดว่าเท่แล้วหล่ะ

แต่สมัยนี้มันไม่ใช่ ผมคิดว่าอย่างน้อย จำนวนนักเรียนไทยในออสเตรเลียนั้นมีเป้นหมื่น ๆ (ตัวเลขนี้ได้ยินท่านทูตบัณฑิตบอกหน่ะ) จำนวนนักเรียนไทยในอเมริกาและอังกฤษเอง ก็มิใช่น้อย ๆ การใช้ภาษาอังกฤษคล่อง ไม่ใช่สิ่งรองรับความสามารถระดับเทพอีกต่อไปแล้วครับ งี่เง่า ๆ จบตรีแค่ ๒.๒๐ อย่างผมยังไปได้เลย หุ หุ หุ เอาเกรดสวย ๆ หน่ะ ตั้งใจเรียนจริงจริงก็ทำได้แล้วหล่ะ แต่ตอนเรียนโท ไม่มีใครเชื่อว่าผมได้เกรดแค่นั้นนะนั่น โฮ่ โฮ่ โฮ่ แถมก่อนกลับไทย ผมมีโอกาสจะได้ทุนเรียนต่อปริญญาเอกตั้งสองหน แต่ไม่เอาหล่ะ (อันนึงเป้นทุนของรัฐบาลออสเตรเลีย แต่ขี้เกียจ ทำงานหาเงินดีกว่า เป็นนักศึกษาจน ๆ ไปทำไม)

ที่สำคัญ กระแดะเขียนมาแล้วดันเขียนผิดไวยากรณ์อีก เท่ไม่ออกเลยนะครับพี่ ดีไม่ดีจะโดนจวกเอานา

----------------------

 โดยสรุปแล้ว ผมมีความเห็นว่า การใช้ภาษาใด ๆ ก็ตาม ถ้าทำได้ ก็ควรจะใช้ให้มันถูกต้องไปเลย ไม่ใช่ว่าใช้แบบมั่ว ๆ ผิด ๆ  หรือเพียงใช้เอาเท่ครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ในบางโอกาสที่จำเป็นต้องใช้การพูดแบบไทยปนอังกฤษ เช่นในการสัมภาษณ์งานที่อาจจะต้องยกคำทับศัพท์มาใช้ หรือเพื่อการสื่อสารที่ชัดเจน เราก็ใช้ไป ตามแต่กาละเทศะครับ

อย่างไรก็ตาม อย่าลืมครับ ภาษาไทย ภาษาแม่ของเรา ใช้มันให้ถูกต้องเท่าที่จะทำได้ครับ

"เราต้องไม่ลืมว่าเราเป็นใคร? มาจากไหน?"

 

edit @ 30 Oct 2009 09:40:46 by Brandy Frisky

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot!

"เราต้องไม่ลืมว่าเราเป็นใคร? มาจากไหน?"

#1 By Someone on 2009-10-30 20:56

big smile

#2 By Kiss The Rain on 2009-10-30 22:27

ภาษาไทยใช้ไม่ถูก ภาษาอังกฤษไม่ได้เลย
หลายคนเป็นแบบนี้ครับ
เห็นแล้วปวดตับเหลือเกิน

#3 By Asda on 2009-11-06 09:42

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ