บางที ผมก็เห็นมีผู้หญิงหลายคนชอบบ่นครับ "ผู้ชายดี ๆ ไม่มีในโลก"  และก็บ่นกันจนกลายเป็นวลีคลาสสิกของเมืองไทยไปแล้วมั้ง

แต่ในทางกลับกัน เมื่อหลายปีก่อน ผมเองก็เห็นผลสำรวจครับว่า ปัจจัยที่ผู้หญิงจะมองผู้ชายมาเป็นแฟนเป็นอันดับแรก ๆ นั้นคือ "รถ" ครับ และตามมาด้วย "เงิน"

ผมเองเมื่อเห็นผลสำรวจที่ว่าแล้ว ถึงกับคิดว่า ผู้หญิงพวกนี้มันเห็นตัวเองเหมือนคนทำอาชีพอะไรหว่า เหมือนรอให้ผู้ชายเอาเงินมาซื้อไปเป็นแฟนเลย อะไรทำนองนั้น

แน่นอน เคยมีหนังสือเล่มนึงออกมาวางขาย ชื่อ "ผู้ชายเลวกว่าหมา" ซึ่งเป็นหนังสือที่ผมไม่คิดจะอ่านเลย เพราะดูจากชื่อก็พอรู้ว่า เป็นเพียงหนังสือระบายความใคร่แค้นที่ถูกทิ้ง เท่านั้นเอง อีกทั้ง จากที่ได้ยินมา ตัวคนเขียนเอง ก็สุด ๆ เหมือนกัน (ไม่รู้นะ เขาว่าแบบนั้น ส่วนตัวผม ไม่สนใจหรอก ตัวใครตัวมัน)

เคยมีเพื่อนผู้หญิงมาถามผมว่า "ถ้าผู้ชายได้เป็นคนแรกของผู้หญิง เขาจะรักผู้หญิงคนนั้นมากขึ้นไหมวะ" และคำตอบของผมคือ "ไม่"

จริงอยู่ครับว่า การมีเพศสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของความรัก แต่ความรักกับเพศสัมพันธ์มันคนละเรื่องเดียวกันครับ อย่าเข้าใจผิดไป

เรามาเข้าเรื่องกันดีกว่า

-----------------------

 ผู้ชายคนที่ผมจะเล่าให้ฟังเนีย เป็นลูกพี่ผมเอง แกชื่อว่า พี่ชิ้น (นามสมมติ) และเมียแกชื่อ พี่กุ้ง (นามสมมติ) ครับ

พี่ชิ้น ปัจจุบันอายุ ๓๘ กำลังทำ Ph.D. ทางด้าววิศวกรรมเคมี อยู่ในออสเตรเลีย ส่วนพี่กุ้งเป็นพยาบาลครับ และแต่งงานกันมาได้ประมาณ ๕ ปีแล้วหล่ะ

ทั้งคู่พบกันครั้งแรกเมื่อตอนเรียน ม ปลายครับ โดยทั้งคู่เรียนในสุราษ ฯ ซึ่งพี่ชิ้นบอกผมเลยว่า เป็นรักแรกพบครับ แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากพี่กุ้งมาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะอะไรเท่าไร พี่ชายของพี่กุ้งนี่ เพื่อที่จะเรียนหมอ ถึงกับยอมไปเป็นชาวประมงทำงานเก็บเงินอยู่ถึงสองปีทีเดียว ดังนั้น พี่กุ้งจึงถูกสอนมาว่า ไม่ให้มีแฟนระหว่างเรียน

อย่างไรก็ตาม ด้วยความหนุ่มของพี่ชิ้น แกก็ไปจีบแบบโต้ง ๆ ครับ แล้วก็แป๊ก โดนเกลียดขี้หน้าครับ และเพราะว่าทั้งคู่เป็นเด็กเรียนเก่ง คุณครูเองก็ช่วยพูดให้พี่กุ้งเข้าใจว่ามันไม่ใช่เรื่องเสียหายครับ แต่พี่กุ้งก็ยังไม่ได้อะไร

และเมื่อพี่ชิ้นแป๊กไปแล้ว เพื่อน ๆ ของพี่แกเลยเข้าไปจีบมั่ง และพี่กุ้งก็ไม่ได้สนใจอะไรใครเลยครับ

หลังจบ ม ๕ พี่ชิ้นสอบเทียบติดวิศวกรรมโยธาที่บางมด เลยต้องจากไป และปีต่อมาแกย้ายไปเรียนวิศวกรรมเครื่องกลที่ลาดกระบังครับ ส่วนพี่กุ้งไปเรียนพยาบาล พอจบออกมา พี่ชิ้นไปทำงานแถวระยอง ส่วนพี่กุ้งทำงานในกรุงเทพครับ และนอกจากนี้ พี่ชิ้นยังต้องมาทำปริญญาโทในกรุงเทพ (แบบพาร์ทไทม์) อีกด้วยสิ

ส่วนพี่กุ้งเอง ตอนนั้นก็เนื้อหอม มีหลายคนมาจีบ ทั้งนายธนาคาร ทหาร ตำรวจ 

เคยมีครั้งหนึ่งที่พี่ชิ้นเล่าเอาชาวบ้านเขาประหลาดใจมา ทีแล้ว เพราะพี่เขาไปหาพี่กุ้ง และไปข้างนอกโดยมีเพื่อนของพี่กุ้ง กับนายทหารอากาศที่มาจียพี่กุ้งไปด้วย และพี่ชิ้นก็เป็นฝ่ายออกปากขอให้นายทหารอากาศที่ควรจะถือได้ว่าเป็นคู่แข่ง นั้น ไปส่งพี่กุ้งแทนเขาที่ต้องกลับไปทำงานที่ระยองครับ

ในจุดนี้ พี่ชิ้นอธิบายว่า "พี่ไม่ได้หวังอะไรมากมาย พี่มีความสุขกับการทำแบบนี้ และถ้าเรายังรักเขาจริง ก็ควรจะยอมรับการไม่ได้ถูกรักตอบและรู้จักปล่อยวางได้"

พี่ชิ้น ไม่เคยเอ่ยปากขอพี่กุ้งเป็นแฟนอีกเลย นับแต่ ม ปลาย เพราะพี่แกถือว่าได้บอกไปแล้ว แค่มาตาม ๆ เกาะ ตามแต่โอกาสจะอำนวย จนสุดท้าย พี่กุ้งกลายเป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นมาเองว่า "คุณยังไม่รู้อีกเหรอว่าชั้นคิดยังไงกับคุณ" และทั้งคู่ก็เป็นแฟนกันครับ หลังจากยื้อมาราธอนกันมาสิบกว่าปี

๔ ปีก่อน พี่ชิ้นตัดสินใจมาทำปริญญาเอกที่ออสเตรเลีย และเป็นพี่กุ้งอีกแล้ว ออกปากขอแต่งงาน (อะไรเนี่ย กลับกันหมดเลย ๕๕๕)

การมาอยู่ออสเตรเลียของทั้งคู่นี่ ลำบากมากครับ ช่วงแรก ทั้งคู่อยู่ได้ด้วยความช่วยเหลือจากคนอื่น แต่พี่ชิ้นเองก็ไม่อยากจะกวนใครมาก จึงทำเอกไปด้วย ไปทำงานอื่น ๆ ไปด้วย จากเดิมที่ตำแหน่งสุดท้ายของพี่ชิ้นคือ Engineering Manager มีวิศวกรในบังคับบัญชามากกว่า ๕๐ คน คุมโรงงานที่มีมูลค่านับหมื่นล้าน ลงมาทำงานระดับล่าง ๆ ถูกแม่ครัวในครัวจิกด่าแบบไร้เหตุผล แต่แกก็ยังก้มหน้าก้มตาทำต่อไป

ส่วนพี่กุ้ง เพราะพื้นภาษาอังกฤษไม่ดี มาทีแรกมีคะแนนสอบไอเอลเพียง ๔.๕ แต่แกก็ขยันเรียนมาก ๆ ครับ จนพี่ชิ้นสามีที่ทำเอกยังพูดเลยว่าขยันยิ่งกว่าแกที่ทำเอกอีก และพี่กุ้งก็สามารถพัฒนาภาษาอังกฤษจนสามารถขอใบอณุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลใน ออสเตรเลียได้ในเวลาที่เร็วกว่าปกติครับ 

การที่พี่กุ้งได้งานประจำทำ กปอรกับการที่คนดีผีคุ้ม มีผู้คนมากมายให้การช่วยเหลือทั้งคู่ครับ โดยพี่ชิ้นนั้นนับถือคริสต์ จึงไปร่วมร้องเพลงในโบส์ถจนได้รู้จักกับลุงคนหนึ่งซึ่งเป้นทนายที่มีชื่อ เสียงมาก และป้าที่เป้นภรรยาของลุงเองก็เป็นอดีตวุฒิสมาชิกรัฐสภาสหพันธรัฐออสเตรเลีย ครับ ทั้งคู่จึงได้ไปอาศัยในบ้านหลังเล็ก ซึ่งเคยเป็นของลูกสาวของทั้งคู่ โดยมีค่าเช่าเป็นการทำอาหารไทยให้ทั้งคู่กินอาทิตย์ละหนครับ และนั่นทำให้ทั้งคู่เริ่มสบายขึ้น พี่ชิ้นสามารถลงทุ่มเทไปกับการทำวิจัยได้อย่างเต็มที่ครับ

อย่างไรก็ตาม บางครั้งเวลาคุยกัน พี่ชิ้นจะพูดอยู่เสมอว่า อยากพาพี่กุ้งไปยุโรป ซึ่งส่วนตัวแกแล้ว ไม่ได้อยากอะไรหรอกครับ แกเคยไปแล้ว บริษัทส่งไปดูงานถึงสองหน (ข้อดีของการเป้นวิศวกรคือมักจะมีโอกาสได้ไปดูงานต่างประเทศมากกว่าชาวบ้าน แหละ) แต่เพราะพี่กุ้งไม่เคยไป เลยอยากจะให้ไปบ้าง หรือเวลาแกจะทำอะไร ก็มักจะคิดถึงพี่กุ้งเสมอ ๆ

เพราะพี่กุ้งบางครั้งต้องเข้าเวรดึก พี่ชิ้นบางทีก็จะนั่งทำงานที่มหาวิทยาลัยเพื่อรอเวลาพี่กุ้งเลิกงานครับ (พอดีโรงพยาบาลกับมหาวิทยาลัยมันอยู่ติด ๆ กัน) หรือถ้าไม่แล้ว เขาจะคุยกันครับว่า พี่กุ้งอยู่ตรงไหนแล้ว และพี่ชิ้นจะเดินออกไปรับพี่กุ้งถึงป้ายรถเมลแถวบ้านครับ ซึ่งไม่ว่าจะดึกแค่ไหน พี่ชิ้นก็จะไป เพราะเป้นห่วงสวัสดิภาพของพี่กุ้งครับ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมเคยแซวแกเกี่ยวกับเรื่องนี้ และแกก็ให้เหตุผลว่า "ถึงมันจะเล็ก ๆ น้อย ๆ  แต่มันก็มีคุณค่าทางจิตใจ" ครับ และอีกครั้งที่พี่เขาพูดถึงการจีบพี่กุ้งเอาไว้ว่า "มันก็เหมือนการแก้สมการปัญหาแหละ ปัญหาบางปัญหา เรารู้อยู่แล้วว่าต้องทำยังไง เพียงแต่มันอาจจะใช้เวลานานก็เท่านั้นเอง และถ้าเราตัดใจไม่ทำต่อ มันก็จบ" (ต้องเข้าใจนะครับ วิศวกรสองคนคุยกัน)

----------------------

ถามผมตอนนี้ ผมยังไม่มีแฟนก็เพราะผมยังไม่เจอใครที่ถูกใจจริงจริง โอเค ผมยอมรับว่าบางครั้งก็มีความรู้สึกโหยหา บางครั้ง พอมีผู้หญิงหน้าตาพอใช้ได้มาคุยเหมือนมีใจ ก็หวั่นไหวเหมือนกัน แต่อย่างไร ผมก็ยังพยายามที่จะยืนอยู่บนพื้นฐานเดิม ๆ ของผม คือ ผมจะพยายามวิเคราะห์ผู้หญิงคนนั้นให้ถึงที่สุด ซึ่งผมคงไม่มานั่งคิดเพียงแต่ว่า รวยไหมอะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่พิจารณาอย่างอื่น รวมทั้งหัวใจของผมด้วยแหละ

จำเป็นต้องได้เมียรวยไหม << ไม่หรอก ผมอยากสร้างฐานะเอง แต่ถ้าได้ด้วยก็ดี ไม่รังเกียจคนรวย ไม่หยี่ระความจน

จำเป็นต้องฉลาดไหม << ถ้าฉลาดเกินไป ก็อาจจะทะเลาะกันได้

ต้องสวยไหม << All Cats Are Gray in Dark = นารีงามสรรพเมื่อดับไฟ

ต้องมีความคิดอ่านไหม << จำเป้นอย่างมาก เพราะผมเกลียดพวกงี่เง่า

ต้องมีวุฒิไหม << นิดนึงนะ ผมไม่ได้อะไรมากหรอก แต่ผมไม่ต้องการแฟนที่ไม่เห็นคุณค่าของการศึกษา

จำเป็นต้องรักเขาไหม << แน่นอน

จำเป็นต้องเป็นสาวบริสุทธิ์ไหม << ใครมันสร้างค่านิยมงี่เง่านี่ฟ่ะ

โอเคนะ ผมยอมรับว่า ถึงจะไม่มีแฟนเลย แต่ผมก็กิ๊ก ๆ กะชาวบ้านเขาไปทั่ว ไม่ใช่อะไรหรอก ผมอยากจะมองหาคนที่ผมคิดว่าใช่ และมาเป้นคนที่คอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าเจอแล้วหรือยัง

ถ้ามีสาว ๆ มาให้ท่า ยอมมีอะไรด้วยนี่ แหม ผมก็ผู้ชายนะ แต่มันก็ต้องคิดกันนิดนึงว่า มันมีอะไรตามมาหรือเปล่า ถ้ามีอะไรกันแล้วไม่ผู้มัด จบ ๆ กันไป มันก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีอะไรไปด้วยแล้ว มีแต่ปัญหาตามมา ต่อให้สวยปานนางฟ้า ผมก็ไม่เอา

ยิ่งตอนนี้ ผมจบเมืองนอกมา ซึ่งโดยส่วนตัวผมแล้ว ผมก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสอะไรนักหรอกนะครับ แม้แต่เรื่องภาษาอังกฤษ มีคนไทยอีกหลายคนที่ไม่เคยไปเรียนต่างประเทศแต่เก่งภาษาอังกฤษกว่าผมเยอะ แต่คนเรามันห้ามความคิดคนอื่นไม่ได้ ผมไม่รู้หรอกครับ อาจจะมีคนที่คิดว่าผมรวย (จริงจริงแล้วจนหว่ะ ที่รวยหน่ะพ่อ ไม่ใช่ผม) หวังจะมาจับผม ดังนั้น ยิ่งต้องระวังใหญ่

เรื่องจับผู้ชาย อย่าคิดว่าผมพูดตลกหรือคิดไปเอง ญาติผมโดนมาแล้วครับ เพราะพี่แกจบวิศวกรรมศาตร์หลักสูตรอินเตอร์ จึงถูกมองว่าน่าจะมีฐานะ และก็มีสาวมาจับแกได้ครับ ทุกวันนี้ ขอพูดเลยว่าชีวิตพี่แกมีแต่หนี้สินโดยไม่รู้ตัว เอาบัตรเครดิตไปให้เมีย ใช้แล้วสองคนก็รูดเงินกันสนุกมือเลยครับ โดยเฉพาะเมียของพี่แก จะเอานั่นเอานี่เป็นหนี้ธนาคารก็หลายหมื่นอยู่ครับตอนนี้

ถ้าอยากจะมีแฟนสักคน แน่นอนว่า เธอคนนั้นต้องไม่มาเพราะว่าวุฒิต่างประเทศของผม หรือเพราะคิดว่าผมรวย (จนเฟ้ย)  แต่รักผมเพราะผมเป้นผม (แน่นอนที่สุดว่า อย่ามาห้ามผมกินเหล้าด้วย ไม่เลิกเฟ้ย)

มันอาจจะดูลำบากนะ  แต่ผมคิดว่าคุ้มหล่ะ ถ้าสุดท้าย ผมได้คู่ชีวิตที่ดีจริงจริงตามที่หวังเอาไว้ และสุดท้าย ถ้ามีแฟนแล้วมันจะมีแต่ปัญหา อย่ามีเลยดีกว่้า จริงไหม?

---------------

 ผู้ชายเลวกว่าหมา หรือ ผู้หญิงร้ายกว่าเสือ นั้น จริงจริงแล้ว ผมว่าบางครั้ง คนเราก็ด่วนมือไวใจเร็วกันไปเอง บางที รีบ ๆ กันเกินไป ยังไม่ทันดูอะไรให้ดี ก็ตกลงใจกันไปแล้ว และผลลัพท์ที่ออกมา พอมันไม่เป็นไปอย่างที่คิด ก็พยายามหาทางแก้ตัวกันต่าง ๆ นานา ว่าอีกฝ่ายแหละเลว เพื่อปกป้องความรู้สึกล้มเหลวของตัวเองไป

ลองใจเย็นกันให้มาก ๆ พิจารณาให้ถ้วนถี่สิครับ แล้วคุณจะพบว่า บางครั้ง ผู้ชาย/ผู้หญิงที่แสนดี อาจจะเข้ามาในชีวิตเราตั้งนานแล้ว เพียงแต่เรามัวแต่ไปมองอะไรที่มันฉาบฉวยเกินไป ไม่มีความอดทนจนพลาดพลั้งไป

พี่ิชิ้น กับพี่กุ้ง นอกจากว่าจะดูใจกันมาเป้นสิบปีก่อนแต่งแล้ว ทั้งคู่ยังจัดได้ว่ามีลักษณะนิสัยที่เกื้อหนุนกันครับ โดยพี่ชิ้นนั้น เป้นคนที่รู้เยอะ สนใจศึกษาค้นคว้าและละเอียดถี่ถ้วน แต่กลับไม่กล้าตัดสินใจ ก็ได้พี่กุ้งนี่แหละครับที่เข้ามาช่วยตัดสินใจให้ ซึ่งพี่ชิ้นเองยังพูดเลยครับว่า ถ้าไม่ได้พี่กุ้งแกต้องแย่แน่ ๆ ครับ (ส่วนพี่กุ้งว่าไงผมไม่ทราบ ผมสนิทกับพี่ชิ้นมากกว่า ที่แน่นอนสุด ๆ คือ ทำอาหารอร่อยทั้งคู่)

เชื่อสิครับ ถ้าคุณใจเย็น อดทน มีวิจารณญาณ ใช้ทั้งสมองและหัวใจ ในการมองหาคู่แล้วไซร้ คุณจะพบว่า แท้จริงแล้ว คนดีที่เหมาะกับคุณหน่ะ มีอยู่จริงครับ


Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ต้องเสียเวลาล๊อกอินสองวินาทีเพื่อมาให้ดราก้อนบอลลูกเดียวนะคะเนี่ยHot!

ชอบอันนี้อะ >> แน่นอนที่สุดว่า อย่ามาห้ามผมกินเหล้าด้วย ไม่เลิกเฟ้ย

#1 By Someone on 2009-10-24 00:12

big smile

#2 By La Lune~* on 2009-10-24 00:13

เรื่องความรักต้องใช้หัวใจและสมองและเวลามาประกอบการพิจารณาค่ะ..อย่างใดอย่างหนึ่งมักจะไปกันไม่รอด เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกินไปที่จะตัดสินทันทีที่ประสบพบเจอ..surprised smile

#4 By Kiss The Rain on 2009-10-24 00:19

อีกด้านึงที่ผ้หญิงอย่างเรารับทราบ...ก้อเจงแฮะHot! Hot!
งืมๆ เป็นผู้ชายนี่ก้อลำบากเหมือนกันนะคะ
เป็นอีกด้านนึงที่เรามองไม่เห็นเนอะ

ความรักบางทีก็ต้องใช้เวลาช่วยตัดสินใจ
แฟนรวยเหรอ? ไม่เห็นเข้าท่าเลย ถ้ามันไม่ดีน่ะ ^U^

#6 By .o0 NAMASATE 0o. on 2009-10-24 07:03

ทำไมตัวหนังสือมันซ้อนกันอะคราบ อ่านยากมากเลยนะ
เป็นมุมมองเรื่องของความรักที่น่าสนใจทีเดียว

เห็นความรักของพี่ชิ้นกับพี่กุ้งแล้วปลื้มแทนค่ะopen-mounthed smile

#8 By You & I on 2009-10-25 07:20

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ