Culture Shock! And How I Managed to Survive that Hell.
posted on 08 Oct 2009 04:35 by capt-stg in Australia, MYOB
นักเีรียนนอกบางคนเนี่ย ผมว่าพี่แกบางทีก็ทำตัวน่าหมั่นไส้อยู่เยอะเหมือนกันนะครับ บางคนก็เอามาคุยเสียใหญ่โต อวดเบ่งว่าข้าเคยไปต่างประเทศมา บางทีฟังแล้วอยากเข้าไปกระทืบจริงจริง
อย่างไรก็ตาม ผมเองก็ได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนนอกคนหนึ่งเหมือนกัน และผมจะบอกว่า ในมุมหนึ่งของผม ผมเองก็คิดว่าคนที่จะเป็นนักเรียนนอกได้และจบกลับมาเนี่ย ก็ต้องอึดในระดับหนึ่งเหมือนกันครับ ไม่ใช่แค่ว่าพ่อมีเงินแม่มีตังค์ หรือมีปัญญาหลอกเอาทุนก็จะสำเร็จเสียเมื่อไร จะว่าไปแล้วเมื่อก่อนก็เคยมีเด็กไทยคนหนึ่งที่ได้ทุนไปเรียนต่อที่เยอรมนีแล้วปรับตัวไม่ได้เลยฆ่าตัวตายที่นั่นมาแล้วนะครับ และจากประสบการณ์ของผม ก็เห็นมาเหมือนกันที่มาแล้วรับไม่ได้ บอกบ๊ายบายออสเตรเลียไปครับ
และในทางกลับกัน ผมก็เคยเจอนักเรียนแลกเปลี่ยนชาวอเมริกันที่มาเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในไทย แล้วรับสภาพความเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้ ร้องไห้ขี้มูกโป่งบอกลาประเทศไทยกลับบ้านที่อเมริกาไปเหมือนกันครับ
สภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวเราจากการย้ายไปอยู่ในบริเวณที่มีความแตกต่างอย่างสุดขั้วก่อให้เกิดความเครียด ซึ่งมีชื่อเรียกว่า "เคาเชอร์ ช็อค" (Culture Shock) ครับ ซึ่งมันคนละเรื่องกับการย้ายจากกรุงเทพไปอยู่เชียงใหม่เลยหล่ะ (ถ้าผมย้ายไปเชียงใหม่ก็คงชอบเลยหล่ะ สาวเหนือน่ารักออก ร้าน Cottage ก็แสนจะแจ่ม)
ภาพข้างล่างนี้มาจากเว็บสมาคมอังกฤษ-เยอรมันครับ ซึ่งในภาพนี้จะแสดงให้เห็นถึงระยะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจเรา โดยแกนราบแสดงช่วงเวลาและแกนดิ่งแสดงสภาพจิตใจครับ
ภาพข้างบนนี้จะเห็นได้ว่ามีลักษณะคล้ายตัว w และมันแสดงสภาพจิตใจเป็นสองช่วงคือเมื่อมาต่างประเทศ และช่วงกลับบ้านครับ แต่ทั้งสองช่วงมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันครับผม
ในช่วงที่มาถึงช่วงแรกเรียกว่าช่วงฮันนีมูนครับ (Honeymoon Phase) เพราะเราจะรู้สึกเหมือนกับว่า อะไรรอบ ๆ ตัวมันช่างแปลกตาตื่นใจไปหมดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าที่ ๆ ไปเป็นประเทศที่ฝันใฝ่แล้วด้วยนี่ จะยิ่งชอบเข้าไปใหญ่เลย
ผมยังจำได้เลยว่าวันแรกที่ผมมาถึงแอดิเลด ผม เดินมันทั้งวัน ร่อนไปทั่วเมืองเลยหล่ะ และเพราะเมืองที่ผมอยู่มันเล็ก แค่วันแรก ผมก็ไปมันหมดทุกตรอกซอกซอยแล้วหล่ะ ขนาดว่าเฉย ๆ กับเมืองนี้นะเนี่ย
และแล้ว เราก็จะเริ่มมองเห็นสิ่งที่มันแปลกไปจากเดิมครับ เริ่มจะเห็นอะไรที่มันไม่ชอบมาพากล หรืออะไรที่มันไม่เหมือนกับที่เราคาดคิดมาก่อน เช่น ก่อนนี้เคยมีเพื่อนล้อมหน้าหลังไปนั่นนี่ด้วยกันทุกวัน แต่พอมานี่ มันไม่มีใครเลยครับ
แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งที่ต้องเจอคือความแตกต่างทางวัฒนธรรม เราเคยทำอะไรบางอย่างได้ในบ้านเรา แต่ที่ใหม่ทำไม่ได้ หรืออะไรบางอย่างที่เราคิดว่าเป็นสิ่งที่รับไม่ได้ แต่คนอื่นเขาคิดว่าไม่มีอะไรก็มี ผมเคยเจอเพื่อนเกาหลีคนนึงครับ เจ๊แกหยิบเครื่องเขียนไปใช้หน้าตาเฉยแบบไม่ขอเลยสักคำครับ แต่โดยวัฒนธรรมของเขา เขาถือว่ายอมรับได้ครับ สำหรับเพื่อนผมที่ซิดนีย์ มันบอกว่า "ก่อนมา กูคิดว่าซิดนีย์จะเป็นอะไรที่สวยงาม แต่ที่ไหนได้ แม่ง อันตรายชิบหาย"
ในช่วงเวลาที่เราเริ่มตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงรอบ ๆ ตัวนี่เองครับที่เราเรียกว่า Negotiation Phase ซึ่งจิตของเราจะตกลงไปเรื่อย ๆ ครับ ดังนั้นผมจะเรียกว่าช่วงจิตตกก็แล้วกันครับ
การเกิดขึ้นของช่วงจิตตกนี้ แล้วแต่คนครับ ไม่มีเวลาที่แน่นอนหรอก บางคนมาไม่กี่อาทิตย์ก็เจอแล้ว แต่บางคน (ผม) หลังเวลาผ่านไปประมาณ ๑ เดือนกว่า ๆ ครับ และมันเกิดขึ้นโดยที่ผมเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกัน แต่แน่ ๆ ช่วงนั้นผมกินเหล้าหนักมาก ๆ อาทิตย์นึงสามขวดเห็นจะได้ แล้วผมกินเหล้าสีเพียว ๆ ไม่มีมิกซ์เซอร์ ด้วยนะครับขออภัย (เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแล้ว กลัวตับพังแล้วจะอดกินอีก) สำหรับอัตราการโทรกลับไทยนั้น ตกสัปดาห์ละ ๕ ชั่วโมงครับ โชคดีที่ค่าโทรกลับไทยราคามันถูกมาก ๆ นาทีละไม่กี่บาทไทยเอง และแน่นอน ร้องไห้บ้างเป็นครั้งคราว
ผมไม่อายที่จะพูดนะ ก็มันเรื่องจริงหนิ แถมในครึ่งปีแรกที่ผมมาอยู่นี่ ผมรู้จักกับคนไทยที่นี่ยังไม่ถึงสิบคนเลย แถมเมือง ๆ นี้ ผมก็รู้มาแต่ต้นแล้วด้วยว่า แทบจะไม่มีคนไทย เพราะคนไม่ค่อยจะรู้จัก
ในการปฐมนิเทศเครียมความพร้อมของไอดีพี (ตัวแทนที่จัดการเรื่องเรียนต่อให้ผม) มีคนเข้าร่วมสิบคน (รวมผม) ซึ่งในนั้น มีผมคนเดียวที่มาแอดิเลด นอกนั้นเขาไปเมลเบิร์นกันหมดเลยหล่ะ
และสำหรับคนที่รับสภาพนี้ไม่ได้ ก็คือคนที่ยอมแพ้กลับบ้านครับ
สำหรับผม ตั้งแต่นาทีที่ล้อเครื่องบินหมุน ผมก็บอกกับตัวเองแล้วว่า "ฉันได้ผ่านจุดที่ย้อนกลับไปไม่ได้แล้วและฉันจะต้องทำได้" ครับ และผมก็สู้ด้วยความคิดนั้นตลอดมาครับ
การเอาตัวรอดให้ได้ในช่วงจิตตกนี้นั้น สำคัญอยู่ที่ใจครับ ถ้ามีใจสู้ พยายามมองโลกในแง่ดี พยายามเรียนรู้ และที่สำคัญ พยายามหาอะไรทำแล้วมันจะดีขึ้นเองแหละครับ
และเมื่อจิตตกมาจนถึงจุดต่ำสุด เราก็จะเริ่มคิดได้เริ่มปรับตัวได้ครับ ซึ่งก้นของกราฟนั้นคือจุดเริ่มต้นของ Adjustment Phase หรือระยะปรับตัวครับ
ช่วงนี้เราจะเริ่มชินกับสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวแล้วและชีวิตก็ดำเนินไปตามปกติสุขครับ
---------------------------
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ผมอยู่ในออสเตรเลียมาได้สามปีกว่าแล้วครับ สภาพรอบ ๆ ตัวผม รายล้อมไปด้วยคนที่ไม่พูดภาษาไทยเป็นส่วนมาก ซึ่งมันบีบให้ผมต้องใช้ภาษาอังกฤษทุกนาทีจนบางครั้งผมก็ฝันเป็นภาษาอังกฤษด้วยนะ ๕๕๕
ครั้งแรก ผมฝันได้ตลกมากเลยหล่ะ ผมฝันว่าเป็นขุนพลล้านนาแต่ว่าพูดภาษาอังกฤษ เท่จริงจริง ครั้งที่สองฝันว่าไปรบในสงครามโลกครั้งที่สองแล้วโดนปืนครกระเบิดใส่ตาย ครั้งที่สาม ฝันว่าโดนข้าวราดแกงกระหรี่ญี่ปุ่นไล่ฆ่า ตื่นมาเลยไปกินมันแก้แค้น
เชื่อไหมครับ การจะเข้าเรียนระดับมหาวิทยาลัยในออสตเรเลียได้เนี่ย อย่างน้อยคะแนนสอบไอเอลจะต้องไม่น้อยกว่า 6.0 แต่นักเรียนนานาชาติหลายคนกลับสอบไอเอลได้ไม่ถึง 6.0 หลังจากจบการศึกษาไปแล้ว นั่นเพราะหลายคน เช่นเด็กจีน เด็กแขก มาแล้วมีเพื่อนร่วมชาติร่วมภาษาเยอะ ทำให้พูดภาษาตัวเองมากกว่าภาษาอังกฤษ (พวกที่อยู่ในซิดนีย์ เมลเบิร์นระวังให้ดี ๆ หล่ะ)
แต่นั่นไม่ใช่ผม เพราะผมได้ 7.0 หล่ะ ๕๕๕๕๕ ทำไงได้ โดนบังคับให้พูดแต่ภาษาอังกฤษเป็นปี ๆ หนิ แถมได้เรียนรู้ภาษาชาวบ้านเขาเพิ่มด้วยนะ เจ๋งไหมหล่ะ มีเพื่อนคนจีนคนนึงมันด่าผมว่า "Fucking Genius" ด้วยหล่ะ (แต่ความจริง เวลาเขียนภาษาอังกฤษ ผมมักจะเปิดพจนานุกรมควบไปด้วยเพราะผมมักจะมีปัญหาเรื่องการสะกดหล่ะ ความจำปลาทอง แย่ไป)
สิ่งนึงที่ผมวัดได้เรื่องพัฒนาการทางภาษาของผมก็คือ ก่อนมาออสเตรเลีย ผมเรียนภาษาอังกฤษกับเพื่อนกลุ่มที่ไปเมลเบิร์นครับ ซึ่งก่อนไป เรามีความสามารถทางภาษาพอ ๆ กัน แต่หลังเวลาผ่านไปในออสเตรเลียเพียง ๖ เดือน ผมไปเยี่ยมพวกเขาในเมลเบิร์น และพบว่า ทักษะภาษาอังกฤษของผมนั้น พัฒนานำหน้าพวกเขาแบบก้าวกระโดดไปแล้วครับ
ถ้าตอนนั้น ผมเลือกไปซิดนีย์หรือเมลเบิร์น ผมคงจะไม่เจอปัญหาเรื่องเคาเชอร์ ช็อคมากแบบที่ผมเจอหรอกครับ เพราะคนไทยสองเมืองนี้เยอะมาก เยอะจนมีทั้งข้าวต้มเลือดหมู ก๋วยเตี๊ยวเรือ และข้าวซอยให้กิน คิดดูเองก็แล้วกัน (อิจฉาโว้ย) แต่ก็อีกเหมือนกัน ถ้าผมไปที่นั่น ผมก็คงจะไม่ได้ทักษะทางภาษาขนาดที่กล้าเรียกตัวเองว่า ไบลิงกัว (คนที่พูดได้สองภาษาอย่างคล่องแคล่ว) ครับ
อย่างไรก็ตาม บางครั้งผมแวะกลับเมืองไทย ผมก็พลาดนะ เดินในตลาดแล้วชนคนแต่ดันหลุดพูดไปว่า "Opps! I'm sorry" ไม่ได้กระแดะนะ เผลอครับ จริงจริง สาบานได้ อภัยให้ข้าน้อยเถิด TT
edit @ 8 Oct 2009 09:18:00 by Brandy Frisky

ปล. สู้ ๆ สู้ไม่ตายค่ะ..
#1 By Kiss The Rain on 2009-10-08 12:00