ความรู้ VS จินตนาการ

posted on 05 Oct 2009 12:23 by capt-stg  in Idealism

 

 

วันนี้วันครบรอบ ๒ ปีของการเป็นผู้่ดูแลไร้สาระนุกรมของผมแต่ ไม่มีอารมณ์เขียนถึงเท่าไรแฮะ ไว้รอรวบยอดอีกสองวัน วันครบรอบการเขียนไร้สาระนุกรม ๓ ปีก็แล้วกัน

-----------------

ความรู้กับจินตนาการ คุณคิดว่าอะไรสำคัญกว่ากันเหรอครับ?

บางคนพูดว่าจินตนาการสำคัญกว่า แต่บางคน (โดยเฉพาะไดโนเสาร์ที่ชื่อระบบการศึกษาไทย) อาจจะมองว่าความรู้สำคัญกว่า

-------------------

 ลองย้อนกลับไปดูหน่อยดีไหมครับว่าคนสมัยก่อนเขาฝันถึงอะไรกันบ้าง

 คน สมัยก่อนอาจะฝันถึงการบินทั้งบนฟากฟ้าและการบินไปดวงจันทร์ และสำหรับดวงจันทร์นั้น มนุษย์เราก็ฝันไปมากมายครับ เช่นของไทยเราบอกว่าบนดวงจันทร์มีกระต่ายและสองตายา ญี่ปุ่นฝันถึงเจ้าหญิงคะยุงะ พวกฝรั่งยุโรปคิดว่าพระจันทร์นั้นทำจากชีส

และ แน่นอนว่า สำหรับคนสมัยเรา ๆ ไม่มีใครฝันถึงเรื่องแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว เพราะเรามีแล้วทั้งเครื่องบินและยานอวกาศที่จะไปถึงดวงจันทร์ และเรารู้แล้วว่าบนดวงจันทร์ไม่มีสองตายา กระต่าย และเจ้าหญิง อกทั้งไม่ได้ทำมาจากชีสด้วย

 ความรู้ทำลายจินตนาการ จินตนาการไม่สำคัญหรือเนี่ย!

--------------------------------

แน่นอนครับ มีนักแต่งนิยายมากมายในยุคก่อนที่แต่งเกี่ยวกับการเดินทางใงไปดวงจันทร์ โดยนิยายในยุคโบราณเก่า ๆ มนุษย์เราได้รับพลังจากเทพเจ้าเพื่อที่จะโบยบินสู่ดวงจันทร์ครับ ไม่ว่าจะนางฟ้าของญี่ปุ่นที่บินด้วยผ้าแพรวิเศษ (ผมจำชื่อนางฟ้าองค์นั้นไม่ได้) คนที่ได้รับปีกเทพเพื่อบินขึ้นไป คนที่ได้น้ำลายวิเศษใช้กระด้งสองใบบินขึ้นฟ้าได้ (กระหัง) ฯลฯ

ต่อ มา ด้วยความก้าวหน้าทางวิทยาการที่เพิ่มขึ้น ความก้าวหน้าทางความคิดที่ใช้ในการแต่งนิยายก็มีความสมจริงมากขึ้นตามไปด้วย จากเดิมที่แต่งว่ามนุษย์เดินทางไปดวงจันทร์ด้วยสิ่งที่ไม่มีจริง ก็กลายมาเป็นบอลลูนขนาดยักษ์ พลุ และกลายมาเป็นปืนใหญ่ (โดยนิยายของ จูน เวิร์น คนเดียวกับที่แต่ง "ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์") จนมาเป็นยานอวกาศที่มีรูปร่างคล้ายกับจรวดที่ใช้ส่งคนขึ้นไปนอกโลกจริงจริง นั่นแหละครับ

ถ้าไม่มีคนที่เฟ้อฝัน เอานิยายมาแต่งจนก่อนให้เกิดแรงบันดาลใจต่อบรรดาวิศวกรทั้งหลายจนสร้างฝัน ให้เป็นจริง เราก็อาจจะยังคงรู้จักแต่โลกของเราแน่นอนครับ

--------------------

 สังเกตุพัฒนาการของนิยายเหล่านี้ไหมครับ?

 จาก เดิมเป็นสิ่งที่เป็นอะไรที่เราไม่รู้ จนมาเป็นแนวคิดว่าเราจะไปนอกโลกด้วยบอลลูน ซึ่งต่อมา พวกนักวิทยาศาสตร์เองก็คงเอาไปคิดวิเคราะห์มาเหมือนกันจนในที่สุดแล้ว พวกเขาก็คนพบว่า บอลลูนสามารถลอยขึ้นไปได้ถึงจุด ๆ หนึ่งเท่านั้น

จู น เวิร์น  พี่แกไปเอาปืนใหญ่มาครับ โดยในนิยายของแก เราต้องขุดดินเอาืปืนใหญ่ยาวตั้ง ๑๑ กม ฝังลงไปในดินเชียว และจากนั้นจึงมีคนคิดใหม่ว่าจะใช้ยานอวกาศ ซึ่งก็คงจะศึกษาผ่านการรับรู้ที่เกี่ยวกับวิทยาการที่มีในยุคนั้นมาเหมือน กันครับ

ความรู้นำจินตนาการงั้นเหรอ?

---------------------------

ยัง เร็วไปที่จะสรุปครับผม เพราะนิยายที่จินตนาการถึงยานอวกาศที่ใช้จริงในการส่งจรวดไปนอกโลกนั้น คิดโดยปู่เจอร์ซี ซูลอสกี ในนิยายเรื่อง The Lunar Trilogy นั้น แต่งในช่วง ค.ศ. ๑๙๐๑ - ๑๙๑๑ หรือ ๓๒ปีก่อนที่เจ้า V-2 จรวดขีปนาวุธลูกแรกของโลก วัตถุชิ้นแรกของโลกที่ไปแต่ขอบอวกาศ และต้นแบบของจรวดทั้งปวงจะบินขึ้นฟ้าเสียอีกครับ

สำหรับ ตัวเอ้ที่อยู่เบื้องหลัง V-2 เป็นวิศวกรหนุ่มอัจฉริยะนาม เวเนอร์ ฟอน บราวน์ครับ ซึ่งพี่แกได้รับแรงบันดาลใจมาจากหนังสือของ เฮอร์มาน โอเบิร์ท ซึ่งจัดได้ว่าเป็นบิดาของอวกาศยานคนหนึ่งคู่กับ โรเบิร์ด ก็อดดาของอเมริกา และคอนสแตนติน สติโอครอฟสกี้ของรัสเซียครับ (ทั้งฟอน บราวน์ และ โอเบิร์ทต่างก็เป็นเยอรมันครับ) ซึ่งโอเบิร์ดได้รับแรงบันดาลใจมาจากจูน เวิร์น ครับ

---------------------

 ใช่แล้วครับ จินตนาการ ก่อให้เกิดความอยากที่จะแสวงหาความรู้ และความรู้ ก็ถูกนำมาใช้ต่อยอดจินตนาการครับ

นีล อาร์มสตรองไปเหยียบดวงจันทร์ครั้งแรกวันที่ ๒๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ (ค.ศ. ๑๙๖๙) แต่จินตนาการของมนุษย์เราก็ใช่ว่าจะหยุดแค่ที่ดวงจันทร์เสียเมื่อไหร่กัน หากแต่ไปไกลยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

เราจินตนาการไปไกลจนถึงสุดขอบจักรวาลกันแล้วครับ ด้วยความฝันและความหวังว่า วันหนึ่ง เราจะไปถึงตรงนั้นครับ

 และมนุษย์จึงแสวงหาความรู้เพื่อที่จะทำฝันให้เป็นจริงกันต่อไปครับ

----------------------

และ แล้วก็กลับมาที่ตัวเองกันบ้าง สำหรับคนที่เรียนสายวิทย์มา ผมไม่ทราบหรอกครับว่าชีววิทยาต้องใช้จินตนาการไหม แต่ผมนั้น ชอบวิชาฟิสิกส์มาก และขอบอกว่า เคล็ดลับของวิชาฟิสิกส์คือจินตนาการครับ ไม่ใช่การท่องจำสูตรอย่างที่หลาย ๆ คนเข้าใจหรอกนะ

ผมเรียนทางด้านวิศวกรรมเครื่องกลมา และอีกแล้ว ใช้จินตนาการกันมากมายครับ

สมมติผมมองกลไกชุดนึง ผมก็ต้องจินตนาการแล้วครับว่า แรงมันจะไหลไปทางไหนบ้าง แล้วกลไกมันจะขยับไปทางไหน ยังไง

ถ้าสมมติว่ามีระบบมาแบบนี้ เราก็ต้องจินตนาการกันอีกแล้วว่า มีอะไรเกิดขึ้นกับระบบนี้บ้าง

ยิ่ง ถ้ามาเป็นเรื่องของการออกแบบนี่ ยิ่งแล้วใหญ่เลยครับ เพราะเราต้องจินตนาการทุกอย่างจากศูนย์ และการทำจากศูนย์ให้เป็นร้อย ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย (ดังนั้น จงจ้างวิศวกรในราคาแพงซ่ะ ๕๕๕)

และ ที่ยากที่สุดในการออกแบบทางวิศวกรรมก็คือการทำให้กลไก/เครื่องมือนั้น สร้างง่าย ใช้งานง่าย  และบำรุงรักษาง่าย มีส่วนประกอบน้อยที่สุดครับ

เรื่องพวกนี้ ไม่มีความรู้กับจินตนาการทำไม่ได้หรอกนะ

---------------------------

 ทุก ท่านครับ การมีความรู้เป็นสิ่งที่ดีครับ ยิ่งเรารู้มาก โอกาสถูกหลอกก็จะยิ่งน้อยลงครับ แต่อย่ามีแต่ความรู้จนลืมความฝันครับ ความรู้กับจินตนาการก็เป็นเหมือนวงกลมหยิน-หยางที่คอยสร้างเสริมเกื้อหนุน กัน หมุนเวียนกันไปไม่รู้จักจบสิ้น

ความรู้และจินตนาการ ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่ากันเลย เพราะเราคู่กัน เอ๊ย เพราะมันเกิดมาคู่กัน

 

 

edit @ 5 Oct 2009 12:29:53 by Brandy Frisky

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

นักเขียนก็มีประโยชน์เนาะ 55

สั้นไปหน่อยนะคะ กำลังอ่านเพลินๆ

#1 By Someone (61.90.98.87) on 2009-10-05 16:05

สำคัญทั้งคู่ค่ะ ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป โลกก็คงจะเป็นโลกที่ด้อยพัฒนาอยู่อย่างนั้น..

#2 By Kiss The Rain on 2009-10-05 17:37

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ