ความประทับใจต่อการประชุมเชียร์: ชีวิตจริง มันยิ่งกว่านิยาย
posted on 18 Sep 2009 01:10 by capt-stg in MYOBผมไม่รู้ แต่หลายคนพอคิดถึงการประชุมเชีบร์แล้วอาจจะหน้าเบ้ อาจจะคิดว่าผมเป็นมนุษย์ไดโนเสาร์เต่าล้านปี (อ้อ ในรัฐสภาออสเตรเลียเขาก็ด่าฝ่ายตรงข้ามด้วยคำนี้เหมือนกันนะ) แต่ไม่ลองอ่านที่ผมเขียนก่อนหล่ะ เพราะผมไม่ได้เขียนเพื่อสนับสนุนให้การประชุมเชียร์มีต่อไป และก็ไม่ได้เขียนให้ล้มเลิกด้วย เพียงแต่เขียนถึงสิ่งที่ผมคิดคำนึงถึง และความประทับใจที่คงมีจนแม้เวลาผ่านมาได้แล้วเกือบสิบปี
ถ้าจะพูดให้ชัด พูดว่าความประทับใจที่ผมมีต่อการประชุมเชียร์ของภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีจะดีกว่าครับ
โดยส่วนตัวแ้ล้ว ไอ้รุ่นพี่งี่เง่าที่อาศัยการประชุมเชียร์เพื่อการข่มเหงรังแกรุ่นน้อง อาศัยคำว่า "รุ่นพี่" เอาแส้เฆี่ยนตีรุ่นน้องเหมือนหมูเหมือนหมาหน่ะ แม้แต่ผมก็รังเกียจนะครับ แต่การประชุมเชียร์ในประสบการณ์ของผมนั้น แม้จนวันนี้ผมจะจบปริญญาโทแล้ว มันก็ยังคงเป็นประสบการณ์ที่ดีน่าประทับใจบทหนึ่งของชีวิตนะ และนี่คือการประชุมเชียร์ที่ดี
เมื่อครั้งผมอยู่ปี ๑ เมื่อตัวเองต้องลงมาประชุมเชียร์ แรก ๆ ผมก็ไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมกูต้องมาฟังคำสั่งไอ้รุ่นพี่เสื้อสีแดง ๆ นี่ด้วย สั่งให้วิ่งจัดแถวไปมาอยู่ได้ สั่งให้ทำนั่นทำนี่ ทำไมวะ
แต่ผมก็ทน ๆ เข้ามันทุกครั้งสิน่า เพราะสมัยอยู่วงโยฯ ผมก็เจออะไรแบบนี้มาเหมือนกัน
แต่ว่า ถึงพวกสตาฟ (รุ่นพี่) จะด่าอะไรมา ผมก็ฟังนะ และที่พีี่ ๆ เขาด่ามาถ้าเอามาคิดเนี่ย มันก็มีเหตุผลนะ บางคำ ออกจะน่าประทับใจและผมเองก็จำมาจนทุกวันนี้เลยนะ
พอผมอยู่ปี ๒ ผมก็มีส่วนในงานประชุมเชียร์ในฐานะพี่สวัสดิการ ดูแลน้อง และปี ๓ ผมกลายมาเป็นสตาฟประชุมเชียร์เอง
--------------------
เกี่ยวกับการประชุมเชียร์ สิ่งหนึ่งที่เป็นคำถามของน้อง ๆ ปี ๑ เสมอมาก็คือ "ละครหรือเปล่า?"
ถ้าจะให้ผมตอบนะครับ "ใช่ครับ ละคร แต่ชีวิตจริงของคนเราเนี่ย มันยิ่งกว่าละครเสียอีก"
โดนรุ่นพี่ด่า? เหรอครับ ตอนผมมาอยู่ออสเตรเลียแล้วทำงานในร้านอาหารเป็นเด็กเสริฟนี่ โห ยังกะโถรองรับอารมณ์ของชาวบ้าน
ตั้งแต่เจ้านายละ แม่ง ผีพนันแถมพอเสียพนันมา แม่งด่าเช็ดทุกคนเลย แบบว่า กูจะด่าอ่ะ เรื่องของกู ยิ่ง ในครัวนี่ ดินแดนต้องสาป เดินหลุดเข้าไป อย่าได้รอช้า รีบออกมา ไม่งั้นจะโดนด่าครับ
ขอบอกก่อนนะครับว่าไม่ใช่ว่าทุกร้านอาหารจะเป็นแบบนี้ เพราะร้านที่ผมเพิ่งจะโดนปลดออกมา พวกพี่เขาดีและให้เกียรติผมนะครับ แต่หลาย ๆ ร้านไม่ใช่
คนครัวชาวไทยบางคนในออสเตรเลีย แกมาที่นี่ด้วยความยากลำบากครับ และพอมาเจอบรรดานักเรียนนอกที่เข้ามาทำงานเป็นลูกมือ ก็เกิดอาการอยากจะระบาย ด่าว่าพวกนี้ครับ และพวกนั้นก็รู้แหละว่าลูกมือแกแต่ละคน ถ้าไม่มีฐานะในระดับนึง มาตรงนั้นไม่ได้หรอกครับ
ลูกพี่ผมคนนึง เคยทำในครัวในร้านนรกร้านแรกที่ผมเคยทำ แกเจอกับป้านรกนั่น และโดนด่ายับแหละครับ แต่แกก็ทนได้นะ
ก่อนแกจะมาอยู่ตรงนั้นเนี่ย งานตำแหน่งสุดท้ายของแกคือ Engineering Manager มีวิศวกรอยู่ใต้บังคับบัญชา ๕๐ คน คุมโรงงานที่มีมูลค่านับหมื่นล้านครับ แกพูดเลยนะครับ "สมัยพี่ทำงานเนี่ย ใครจะเอาเอกสารมาให้พี่เซ็นต์ ต้องเคาะประตูห้องขอนะเว้ย" และแกก็ทนอยู่มาได้จนเมียแกบังคับให้ออกมาทำปริญญาเอกแบบเต็มตัว เนื่องจากเมียแกได้งานประจำพอที่จะส่งครอบครัวแล้วครับ
สำหรับพวกที่ทำงานในไทย อย่าคิดว่าจะไม่เจอนะครับ มี เคยได้ยินมา โดยเฉพาะพวกที่ทำงานโรงงานญี่ปุ่นนี่ ขอบอก พวกไอ้ยุ่นนี่ตัวแสบ
ในการประชุมเชียร์หน่ะนะ เทียบกับที่เคยโดนด่า ๆ มาในงานจริงเนี่ย มันเด็กน้อยจริงจริงนะ ขอบบอกครับ
----------------------
ผมไม่ทราบหรอกนะครับว่าที่อื่นเขาประชุมเชียร์ เขาทำอะไรกัน แต่ของวิศวกรรมเครื่องกล บางมด ที่ทำ ๆ มา ทีมสตาฟเราจริงจังนะครับ
ปล่อยน้องกลับบ้านตอน ๑ ทุ่ม แต่ตัวเองนั่งประชุมกันต่อถึง ๕ ทุ่ม หัวข้อประชุมช่วงแรก "วันนี้คิดว่าน้องได้อะไรไป?" และช่วงท้าย "คราวหน้าจะให้อะไรน้อง?" ประชุมกันจนทะเลาะกันเองก็มี แต่ทะเลาะกันแค่เรื่องานนะครับ ได้ข้อตกลงกัน มันก็จบ
สตาฟเราทุกคน ทำงานกันตามหน้าที่ ไม่มีใครหรอกครับโรคจิต อยู่ ๆ ออกมาเที่ยวด่าคนนั้นคนนี้ ในีมของเราไม่มีสักคน
ในปีที่ผมอยู่ ปี ๓-๔ มีข่าวว่าน้องปี ๑ ลุกขึ้นมาชกหน้าสตาฟ ครับ ซึ่งถามว่าพวกผมด่าใคร?
ด่าสตาฟครับ เพราะถือว่าคุมอารมณ์ของน้องไม่เป็น และมันก็ไม่ใช่ของง่ายๆ หรอกนะครับ งานประชุมเชียร์ เพราะมันเป็นการเล่นกับจิตวิทยามวลชน กดดันน้อง ๆ ให้อารมณ์ขึ้นจนถึงขีดสุดจนเกือบแตก จึงถอนตัวเพื่อให้น้อง ๆ สวัสดิการลงมาเพื่อทำให้ความเดือดของน้อง ๆ เย็นลง
ท่ามกลางความกดดันที่เรากดให้น้อง ๆ เราแทรกคำสอน แนวคิดดี ๆ ที่พวกพี่ ๆ เราเคยให้เรากันมาครับ แลันี่คือมรดกตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นของเราครับ
และในท้ายที่สุด ถึงแม้ว่าน้องปี ๑ จะรู้ว่า นี่คือละคร แต่ว่า ก็เห็นบ่อน้ำตาแตกร้องไห้ตอนจบกันทั้งนั้นครับ ในหลายเหตุการณ์ อารมณ์มันพาไป เหมือนกับเวลาเราดูหนังเศร้าแหละครับ ถึงเราจะมองว่ามันไร้เหตุผล งี่เง่า เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าอินกับมันแล้ว เราก็จะร้องไห้ไปกับมัน และละครเรื่องนี้ก็จบลงด้วยดีครับ
---------------------
วันเวลาเมื่อครั้งผมอยู่ปี ๑ ปี ๓ มันผ่านมาได้นานแล้ว ผมเองก็จบมาได้ ๔-๕ ปีแล้ว เพื่อน ๆ ผมเริ่มขึ้นสู่ระดับวิศวกรอาวุโสกันแล้ว บางคน เดินออกจากงานสายวิศวกรรมไปสายอื่นแล้วก็มี
เมื่อผมมองย้อนกลับไปที่เด็ก ๆ ในสมัยนี้ ผมรู้ครับ เวลามันเปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง เมื่อครั้งผมอายุเท่านั้น พวกในรุ่นผมคิดแบบหนึ่ง ทำแบบหนึ่ง แต่เด็กสมัยนี้ที่อายุเท่าผมเมื่อครั้งนั้นนั้น คิดและทำอีกแบบ ช่องว่างระหว่างวัยมันมีจริง ความเปลี่ยนแปลงและความไม่เที่ยงแท้เป็นเรื่องธรรมดาของโลก
การประชุมเชียร์ อาจจะเรียกได้ว่ามันคือประเพณีของชีวิตมหาวิทยาลัยไทย ก็สมควรที่จะถูกเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาเช่นกัน เพราะสุดท้ายแล้ว ประเพณีก็คือแนวปฎิบัติของสังคมที่สมควรจะได้รับการเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป หรือเลิกใช้ ถ้ามันไม่เหมาะสมอีกต่อไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ประเพณีที่ดีงาม หรือดีแต่ไม่ถึงกับเลิศเลอ ทำไมเราไม่รับมันมาปรับปรุงใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบันหล่ะ
----------------------
สุดท้าย นี่คือนิยามของ SOTUS ที่ผมขอนำเสนอสู่สังคมครับ
Sharing experiences แบ่งปันประสบการณ์
Offering assistances ยื่นเสนอความช่วยเหลือ
Taking care others เอาใจใส่ซึ่งผู้อื่น
Uniting together รวมกันเป็นหนึ่งเดียว
Supporting societies สร้างเสริมสังคม
edit @ 19 Sep 2009 05:29:57 by Brandy Frisky
แต่ถ้าจะให้ว่ากันจริง ๆ ไอ้การหาเรื่องด่ากันเนี่ย ไม่ว่าจะประชุมเชียร์ หรือในที่ทำงาน ยังไงก็ไม่ควรทำ และไม่มีค่าพอให้ทนโดนด่าด้วย
น่าจะปลูกฝังค่านิยมใหม่ว่า มีอะไรกันค่อย ๆ พูด อย่าด่ากันพร่ำเพรื่อ จะดีกว่าให้ทนโดนด่าพร่ำเพรื่อไปนาน ๆ นะ
#1 By ศรี on 2009-09-19 06:12