ทำไมโศกนาฏกรรมที่บ้านร่มเกล้าถึงเกิดขึ้น
posted on 19 Aug 2009 07:24 by capt-stg in Idealismสมรภูมิบ้านร่มเกล้า อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความผิดพลาดอย่างน่าเจ็บปวดของกองทัพไทย และมักจะถูกนำมาใช้ตอกย้ำกองทัพถึงความผิดพลาดครั้งนี้อยู่เสมอ ๆ โดยบรรดาผู้ที่ไม่รู้เรื่อง กะจะเขียนตำหนิกองทัพแบบสนุกปาก เนื่องจากเป็นความผิดพลาดอันเนื่องมาจากการทำร้ายพวกเดียวกันเอง หรือที่เรียกว่า Friendly Fireอย่างใหญ่หลวง
ความจริงแล้ว การยิงพวกเดียวกันเองนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนั้นเลย แต่มักจะเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ ในประวัติศาสตร์การสงครามครับ และแม้ว่าวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการทหารจะพัฒนาไปเพียงใด และแม้ว่าระบบ Identify Friend or Foe (IFF) ซึ่งใช้เพื่อจำแนกเป้าหมายว่าเป็นมิตรหรือข้าศึกจะมีใช้ในกองทัพต่าง ๆ ตัวโลกมานานแล้ว แต่ในสงครามอิรัคที่มีอเมริกาและอังกฤษเป็นหัวหอกในช่วงไม่กี่ปี พ.ศ. 2549ผ่านมานี้ การยิงพวกเดียวกันเองก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดี
สถานการณ์โดยทั่วไปของการรบ
รายละเอียดนั้น มีอธิบายที่วิกิพีเดียแล้วครับ แต่คร่าว ๆก็คือ ทหารคอมมิวนิสต์ลาว อันมีเวียดนามอยู่เบื้องหลังนั้น ยกกองทัพบุกเข้ายึดเนิน 1428 โดยอ้างสิทธิว่าเป็นดินแดนของตน และปฎิกิริยาของรัฐบาลไทยก็คือ "ต้องเอาคืนมาให้ได้" และมีการระดมสรรพกำลังอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของประเทศชาติ
การวางแผนของกองทัพไทย
กองทัพไทย โดยมีพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้บัญชาการทหารบกครั้งนั้นเป็นหัวหอกวางแผนจะเข้ายึดเนินเป้าหมายด้วยการส่งทหารราบเข้าไปกรุยพื้นที่ก่อนเพื่อดึงให้ข้าศึกออกมาจากที่กำบัง จากนั้นทหารรายก็จะทำการถอนกำลังเพื่อให้กองทัพอากาศส่งเครื่องบินบรรทุกระเบิดเพลิงเข้าทำลายที่หมายอย่างราบคาบ เวลากำหนดการทิ้งระเบิดคือในช่วงเวลารุ่งสาง
โศกนาฏกรรม
การวางแผนการรบนั้น ยากจะหยั่งถึงยิ่งนัก การคาดคำนวนที่ผิดพลาด มักจะส่งผลที่ผิดพลาด และการคำนวนที่แม่นยำ ล้วนมีรากฐานมาจากการข่าวที่เที่ยงตรง แต่สำหรับการหทารแล้ว การได้ข้อมูลข่าวสารแต่ละชิ้นนั้น ยากเย็นแสนเข็ญยิ่ง และข่าวสารเล็ก ๆ บางชิ้น ก็แลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของทหารหลายนาย
ในการวางแผนครั้งนี้นั้น มีความผิดพลาดมาจากการประเมินความสามารถในการถอนกำลังทหารราบที่ผิดพลาด เมื่อถึงเวลาที่กองทัพอากาศถูกกำหนดให้ขึ้นบิน ทหารบกยังไม่สามารถถอนตัวได้ตามกำหนด และกองทัพอากาศก็ไม่ทราบว่ากองทัพบกยังถอนตัวไม่ได้
และแล้ว ทหารราบไทยที่ถูกส่งขึ้นไปรบในครั้งนั้น ก็มีอันต้องประสบอุปทวเหตุ พินาศถึงขั้น "ละลาย" หรือสูญเสียอำนาจในการรบอย่างสิ้นเชิง
ทำไมถึงเกิดความผิดพลาดได้หล่ะ
ความผิดพลาดในครั้งนี้ สำหรับบรรดานายทหารแล้ว นีถือเป็นเคสสตาร์ดีชั้นยอดถึงความสำคัญของการมี "กองเสนาธิการร่วม" (Joint Staff) อันเป็นศูนย์อำนวยการรบที่มีนายทหารเสนาธิการของแต่ละเหล่าทัพมาประจำการร่วมกันเพื่องานอำนวยการรบ
ย้อนเวลาไปเมื่อครั้งกระนั้น กองทัพไทยยังมีประสบการณ์การรบด้วยอาวุธในยุคสมัยใหม่น้อยมาก นับตั้งแต่มีการปฎิรูปกองทัพไทยในสมัยรัชกาลที่ ๕ และการถือกำเนิดของกองบินทหารบก ซึ่งได้รับการพัฒนามาเป็นกองทัพอากาศในรัชกาลที่ ๖ กองทัพไทยแทบจะไม่มีประสบการณ์ในการรบในสงครามเบ็ดเสร็จ (Total War) เลย กรณีพิพาทไทย-ฝรั่งเศสนั้นเองก็เป็นเพียงสมครามสั้น ๆ กินเวลาไม่ถึงเดือน และในสงครามเวียดนามและสงครามเกาหลีนั้น ถึงแม้จะมีทหารไทยเข้าร่วมบ้าง แต่ก็อยู่ภายใต้การบัญชาการของกองทัพอเมริกาทั้งสิ้น
สงครามต่อต้านคอมมิวนิส์ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นสงครามเบ็ดเสร็จครั้งแรกในประวัติศาสตร์กองทัพไทยยุคใหม่ ที่กองทัพไทยต้องอำนวยการรบด้วยตนเองทั้งหมด
และด้วยความอ่อนประสบการณ์นี้เอง ที่ทำให้กองทัพไทยยุคนั้นยังไม่รู้จักกองเสนาธิการร่วมและความสำคัญของมัน และการปฎิบัติการของทหารแต่ละหน่วยนั้น ก็เป็นการปฎิบัติการตามแผนที่ไม่มีความยืดหยุ่น ซึ่งในการรบนั้นจำเป็นต้องมี
เมื่อถึงเวลา กองทัพอากาศไม่ได้รับแจ้งข่าวสารใด ๆ จากกองทัพบกว่าทหารราบยังถอนตัวออกมาไม่ได้ นักบินจึงทำการขึ้นบินตามคำสั่ง และทำการทิ้งระเบิดเพลิงลงเผาพวกเดียวกันเอง
จากคำบอกเล่าของพี่ที่ผมรู้จัก ซึ่งเป็นนายทหารอากาศของกองทัพอากาศไทย ยศชั้นนาวาอากาศตรีแล้ว นักบินผู้น่าสงสารท่นนั้น เมื่อลงพื้นและได้รับข่าวว่าทิ้งระเบิดลงทำร้ายพวกเดียวกันเองถึงกับช๊อค และทำใจไม่ได้ ลาออกจากราชการไปบวชเลย
เจ็บแล้วต้องจำ
เสด็จเตี่ย กรมหลวงชุมพรทรงนิพนธ์เอาไว้ในเพลงดอกประดู่ว่า "พวกเราจงดูรู้เจ็บแล้วต้องจำ ลับดาบไปพลางช้างบนยอดกาฟจะนำ"
สำหรับกองทัพไทยนั้น ก็ได้เรียนรู้และศึกษาถึงความผิดพลาดในครั้งนี้เช่นกัน จนทำให้มีการจัดตั้งกองเสนาธิการร่วมเพื่ออำนวยการรบระหว่างเหล่าทัพขึ้นมา
สำหรับคนที่ไม่มีพื้นเรื่องการทหารอาจจะคิดว่า "เอ๊ะ อะไรวะ ก็แค่ยกสายติดต่อกัน" แต่ความจริงแล้ว ในแต่ละเหล่าทัพล้วนแต่ต้องมีการรักษาความลับของตัวเองเอาไว้อย่างยิ่งยวด เพื่อป้องกันการถูกล้วงข่าวสารโดยข้าศึก และเรื่องเช่นนี้ก็เป็นสิ่งที่กองทัพของแต่ละเหล่าทัพทั่วโลกปฎิบัติเหมือน ๆ กัน การติดต่อข้ามเหล่าทัพไม่ใช่ของง่ายเลย
การมีกองเสนาธิการร่วมเอง ก็เป็นสิ่งที่กองทัพทั่วโลกปฎิบัติเช่นกัน เพราะต่างระวังถึงการสูญเสียในลักษณะนี้เหมือน ๆ กัน
และนอกจากนี้ เพื่อความไม่ประมาท สามเหล่าทัพ มักจะนัดหมายปฎิบัติการซ้อมร่วมกันอยู่เสมอ เพื่อทดสอบความพรั่งพร้อม ซักซ้อมความเข้าใจ ในการปฎิบัติการรบระหว่างเหล่าทัพ ซึ่งล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ภายใต้การสูญเสียชีวิตทหาร ซึ่งก็คือประชาชนชาวไทย ให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
การรบที่บ้านร่มเกล้าจบมาได้เกือบสามสิบปีแล้ว มันไม่ใชเรื่องเสียหายอะไรที่จะศึกษาถึงสาเหตุของเหตุการณ์เพื่อการพัฒนา แต่เลิกเอามันมาใช้เพื่อโจมตีกองทัพเสียทีเถอะครับ เอาเวลาไปคิดถึงอะไรที่สร้างสรรค์กว่านี้จะดีกว่าไหม?

#1 By mini-teddy on 2009-08-19 08:35