เมื่อวันพุธไปสัมภาษณ์งานมาครับ ซึ่งเป็นการสัมภาษณ์ที่ยาวนานพอสมควรครับ โดยเริ่มสัมภาษณ์ตอน ๑๐ โมงจนถึงเกือบ ๆ บ่ายโมงครับ (เพื่อนผมที่ทำในบริษัทนั้นก่อนหน้านี้บอกว่าผมเป็นคนที่สองของบริษัทที่ถูกสัมภาษณ์งานยาวขนาดนั้น คนแรกคือเพื่อนผมนี่แหละครับ ๕๕๕)

สุดท้าย ได้ข้อสรุปว่า ให้ผมเริ่มงานได้ตั้งแต่วันจันทร์หน้า  (๙ พฤษจิกายน) ในตำแหน่ง Process Speacialist ในบริษัทเครื่องชั่งอุตสาหกรรมครับ ซึ่งหน้าที่หลัก ๆ ของผมคือการจัดการโครงการติดตั้งระบบเครื่องชั่งในกระบวนการผลิตของลูกค้าครับ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเกี่ยวกับการริหารโครงการนั่นเอง (Project Management) ซึ่งเงินเดินของผมในช่วงทดลองงานคือสองหมื่นครับ และหลังจากผ่านโปรเบชัน(ช่วงทดลองงาน) ไปแล้ว จะเป็นสองหมื่นห้าครับ

ราคานี้ ยังไม่นับค่าคอมมิชชันอีก ๑ % ครับ (บริษัทผมขายทีราคาหลักล้านหน่ะ แต่พอดี ผมไม่ใช่ตำแหน่งเซลล์ ถึงแม้ว่าอาจจะต้องลงมาเป็นเซลล์เองในบางทีที่ไม่มีอะไรทำก็เถอะ) 

โดยส่วนตัว ผมไม่รู้หรอกว่าได้ถูกหรือแพงแต่ที่แน่ ๆ ผมมีคุณสมบัติดังนี้ครับ

  • ปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเครื่องกล จาก มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
  • ปริญญาโทด้าน Advanced Manufacturing Technology จาก University of South Australia
  • ผลสอบ IELTS เมื่อต้นปี ผมได้คะแนน 7.0 (จากเต็ม 9.0) 

งานนี้ญาติผมซึ่งเป็นวิศกรไฟฟ้าบอกว่า ปกติงานด้านบริหารโครงการมักจะได้เงินเดือนมากกว่าสามหมื่น แต่นั่นมันสำหรับคนมีประสบการณ์ครับ

บางคนซึ่งไม่ได้อยู่ในสายงานวิศวะบอกว่า น่าจะได้สามหมื่นเป็นอย่างน้อย เพราะจบเมืองนอก ภาษาอังกฤษดี

----------------------------------------

ย้อนไปเมื่อ มีนาคม ต้นปีที่ผ่านมา ผมเริ่มสมัครงานในออสเตรเลียครับ ระหว่างที่รอ Permanent Recident Visa ( เรียกย่อ ๆ พีอาร์) ของออสเตรเลีย (คล้าย ๆ กับ กรีนการ์ด ของอเมริกา) แต่โชคร้ายที่เศรษฐกิจโลกไม่ดี มีแต่คนถูกปลด ไม่รับคนเพิ่ม จนสุดท้าย สิงหาคม สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของออสเตรเลียอนุมัติ พีอาร์ ให้ผม ผมจึงตัดสินใจบินกลับมาตั้งหลักที่ไทยก่อนครับ เพราะก่อนนี้ ตามเงื่อนไขการขอพีอาร์ มีอยู่ข้อหนึ่งคือ ระหว่างรอต้องอยู่ในออสเตรเลียครับ

อย่างไรก็ตาม ก่อนหางานและในช่วงหางาน ผมเองก็พยายามเข้าอบรมอยู่บ่อย ๆ จึงทำให้เห็นความแตกต่างครับ และแน่นอน ในช่วงหางานนั้น สังเกตุได้เลย

ที่ออสเตรเลียนั้น เขาจะกำหนดอัตราเงินเดือนสำหรับตำแหน่งที่เขาจะรับไว้ค่อนข้างแน่นอนครับ

ทำไมเหรอครับ เพราะเขาไม่แบ่งชนชั้นวรรณะไงครับ

-----------------------

 ย้อนกลับมาดูประเทศไทยของเรา บางทีเราก็แอบแบ่งชนชั้นกันเล็กน้อย "เฮ้ย กูพระจอม" "กูจุฬา" "ข้าธรรมศาตร์" "อั๊วเกษตร" และแน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่เราเอามาใช้ในการกำหนดฐานเงินเดือนของตัวเองก็คือ "เราจบที่ไหน"

ด้วยเหตุนี้เอง เพื่อนในที่ทำงานเดียวกัน ตำแหน่งเดียวกัน ประสบการณ์เท่า ๆ กัน อาจจะได้เงินเดือนต่างกันครับ และแน่นอนว่า พวกผู้บริหารเขาก็ไม่ค่อยจะชอบใจหรอกนะถ้าเกิดลูกน้องรู้เงินเดือนของกันและกันครับ เพราะว่้าคนที่ได้น้อยกว่าอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความยุติธรรม (แน่สิ งานเหมือน ๆ กัน ประสบการณ์ก็เท่ากัน ไหงมันได้มากกว่าวะ) และส่งผลเสียต่อการบริหารคนครับ

แต่แน่นอน ผมยอมรับอยู่อย่างหนึ่งว่า การศึกษาในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้น มีความไม่เท่าเทียมอยู่ อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมของแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นต่างกันออกไป ถ้าจะให้ยกตัวอย่างจากประสบการณ์จริงนะครับ ผมเคยพบในตอนทำปริญญาโทที่ออสเตรเลียผมพบว่า น้องจากมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดแห่งหนึ่ง (ไม่เอ่ยชื่อนะ แต่ไม่กระจอกครับ มหาวิทยาลัยนี้) ถูกสอนมาให้เชื่ออาจารย์อย่างเดียว ในขณะที่ของผมถูกสอนมาให้ไม่เชื่ออาจารย์ครับ 

แต่ที่แน่ ๆ ต้องยอมรับว่ามหาวิทยาลัยระดับต้น ๆ ของประเทศฌราอย่างจุฬา ฯ นั้น เขาได้ทรัพยากรบุคคลที่มีมันสมองระดับเทพไปครองเป็นส่วนใหญ่อยู่แล้วครับ ดังนั้น เรื่องความเก่งนั้นเป็นเรื่องธรรมดา

-------------------------------

ในออสเตรเลียก็มีการจัดอันดับมหาวิทยาลัยเช่นกันครับ ซึ่งอันดับต้น ๆ ของออสเตรเลียที่ใคร ๆ ก็กล่าวขวัญถึงก็คือ Australian National University (ชื่อเท่โคตร)  Monarsh University หรือ Melbourne University คือท๊อปแห่งวงการ ที่ใคร ๆก็รู้จัก

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณสมัครงานในออสเตรเลียแล้วกดเงินเดือนสูง ๆ ด้วยเหตุผลแค่ว่า  จบมหาลัยเหล่านี้หล่ะก็

กลับไปเตรียมหางานใหม่เถอะ เชื่อขนมออสซี่กินได้

------------------------------

 อย่างไรก็ตาม มันสมองดี จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ เกรดสูง ๆ ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จในชีวิตนะครับ

ผมเคยทำงานกับอาจารย์ผมในฐานะวิศวกรที่ปรึกษา ได้พบเจอผู้คนมากหลายจากหลายหลายสาขา หลากมหาวิทยาลัยครับ

บางคนจบมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ เกรดสูง ๆ แต่เพราะเช่นนั้น จึงมีความมั่นใจในตัวเองสูงเกินไป คิดว่ากูเก่งกูแน่ จึงไม่เห็นหัวใคร ไม่รับฟังใคร ไม่เปิดหูเปิดตายอมรับสิ่งใหม่ ๆ ซึ่งผล ก็คือ ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตครับ (จะพูดว่า "ถือดีงี่เง่า" ก็ไม่ผิดนะ)

ในทางกลับกัน บางคนจบเพียงราชภัฎ หรือ ราชมงคล ซึ่งถูกมองว่าเป็นสถาบันระดับล่าง ๆ แต่เพราะรู้จักยอมรับฟังสิ่งใหม่ ๆ รู้จักรับฟังผู้อื่น อ่อนน้อมถ่อมตน สุดท้ายจึงได้รับความไว้วางใจให้นั่งตำแหน่งบริหาร และประสบความสำเร็จในชีวิตครับ

อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องของนิสัยเฉพาะคนก็จริง แต่ทว่า ในสายตานายจ้างแล้ว ยิ่งเขาจ้างคุณในราคาสูง เขาก็ยิ่งมีความคาดหวังในตัวคุณสูงนะครับ ดังนั้น ถ้าคุณทำตามความคาดหวังของเขาไม่ได้หล่ะก็ คุณมีปัญหากับนายจ้างแน่ครับ (ถึงแม้ว่าคุณจะทำงานได้ดีพบ ๆ กับเพื่อนร่วมงานที่ได้ค่าจ้างต่ำกว่าก็เถอะ)

ดังนั้น ไปเรียกค่าตัวสูง ก็ระวังไว้ให้ดีด้วยนะครับ "ยิ่งสูงยิ่งหนาว"ครับ

-----------------------------------

 สุดท้าย นี่เป็นสิ่งที่อาจารย์ของผมสอนเอาไว้ครับว่า เราได้เงินค่าจ้างมาเท่าไร เราก็ควรจะทำเงินตอบแทนนายจ้างเราเป็นจำนวนสิบเท่าของค่าแรงครับ

ป.ล. ผมเริ่มงานวันจันทร์หน้าก็จริง แต่อังคารหน้า เขาจะให้ผมไปลงภาคสนามที่ภูเก็ตเป็นเวลา ๓-๔ วัน หล่ะครับเลย ดังนั้น ผมจะมา ๆ หาย ๆ แล้วนะครับ ขออภัยครับผม


edit @ 6 Nov 2009 08:57:09 by Brandy Frisky

 

พอดีเมื่อวานไม่อยู่ ไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงมาครับ ส่วนวันนี้ ผมจะไปสัมภาษณ์งานครับ ดังนั้น ไม่ว่างเขียนยาวหรอก ขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ยังติดใจจาก This Is It ของไมเคิล ไม่หาย วันนี้เลยเอาอะไรแปลก ๆ มาให้ดูครับ

นกเต้น มูน วอลค์ ครับ

 


----------------------------------

 อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังคงเป็นแฟน เอ๊กซ์ แจแปน กับ คิส เหมือนเดิมแหละครับ ดังนั้น เอาคลิป KISS VS Micheal Jackson มาให้ยลซ่ะเลย ๕๕๕ (ขำ ๆ )

  คลิปนี้ ผมคิดว่าจะหาเวลามาทำซับนรกเหมือนกันนะ จะเอาไปลงบทความ KISS ของไร้สาระนุกรมไทยครับ

 




-------------------------

อันนี้ Action Jacksong เมื่อไมเคิลเล่นหนังแอ๊กชันครับ (ล้อเลียนหล่ะ)

 


---------------------

 อะไรนะ เอาคลิปล้อเลียนมาลงแบบนี้ ระวังผีไมเคิลจะมาหลอก ?

งั้นเอานี่ไป Ghosts by Micheal Jackson

 

edit @ 4 Nov 2009 02:04:44 by Brandy Frisky

 

 

วันนี้ไปดู This Is It มาครับ 

ก่อนอื่นขอออกตัวก่อนเลยว่า ผมเนี่ย ไม่ใช่แฟนเพลงของไมเคิง แจ๊คสันเลยสักนิดนึง แต่ก็เคยฟังผลงานของเขาบ้างและก็ชอบบางเพลงของเขา (เท่าที่แค่เคยได้ยินแหละ)

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ไปดูก็เพราะว่า บิดาบอกให้ "ไปดูการบริหารโครงการของไมเคิล ซ่ะ"

----------------------

 ถ้าให้มองการจัดคอนเสริทแต่ละครั้งคือการจัดการโครงการ (Project Management) ก็ไม่ผิดครับเพราะเป็นงานที่มีห้วงเวลาดำเนินการเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ๆ ก่อนที่จะจบงานกันไปครับ

สำหรับสิ่งที่ไม่ได้่มีการนำเสนอในหนังก็คงเป็นขั้นตอนของการเตรียมงานขั้นต้น ในเรื่องของการวางแนวคิด (Concepts) ของงาน การออกแบบฉากและเวที กำลังคน ตำแหน่ง และอุปกรณ์ที่จำเป็น การจัดหาจัดซื้อ ฯลฯ ซึ่งคาดว่า ณ ขั้นตอนการวางแผนชั้นต้นนี้ คงมีเพียงไมเคิล เคนนี ออเตกา (ผู้กำกับ) และทีมงานหลัก ๆ ที่เป็นแม่งานไม่กี่คนครับ

ขั้นตอนต่อมา คือการจัดการจัดหาบุคลากที่เป้นระดับกลาง (Middle Managers) และจัดสร้างจัดหาฉาก/เครื่องมือ ซึ่งในขั้นตอนนี้ ก็ยังไม่มีในหนังเหมือนกันครับ

ณ ตอนเริ่มเรื่องเลย คือการคัดบุคลากรตัวเล็ก ๆ อย่างนักเต้นครับ ซึ่งแน่นอน พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่อยากจะทำงานกับไมเคิลทั้งนั้นครับ และบางคนถึงกับบินข้ามโลก ข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะครับ แต่ไม่่ว่าพวกเขาจะมีเหตุผลที่เกี่ยวกับความประทับใจในตัวไมเคิลมากมาย หรือซาบซึ้งเพียงไก็ตาม "คนที่ใช่" เท่านั้นถึงจะถูกคัดเอาไว้เพื่อการแสดงครับ ซึ่งเขาหรือเธอเหล่านั้น นอกจากจะต้องมีลีลาการเต้นที่โดดเด่นแล้ว ยังจะต้องสามารถสื่อถึง "ความเป็นไมเคิล" ออกมาได้ด้่วยครับ

แน่นอน งานนี้ ไมเคิลลงมาคัดตัวด้วยตัวเองด้วยครับ

จากนั้น ก็เป็นขั้นตอนของการซ้อมการแสดงครับ ซึ่งในเรื่องนั้น สังเกตุได้เลยครับว่า ไมเคิลนั้น อัจฉริยะที่ละเอียดอ่อนจริงจริง เพราะเขานั้น เก็บรายละเอียดได้หมดทุกเม็ดเลยครับ แต่ในหนังนั้นฉายถึงการฝึกซ้อมของนักแสดง ซึ่งขั้นต้น จะมีทีมงานซึ่งคอยดูแลฝึกสอนนักเต้นแต่ละทีมอยู่แล้ว แต่สุดท้าย ไมเคิลจะเป้นผู้ที่ลงมาเก็บรายละเอียดสุดท้ายด้วยตัวเองทั้งหมดครับ

สำหรับฉากในแต่ละฉากนั้น ผมคิดว่า ออเตกา ผู้กำกับ น่าจะเ็ป็นคนออกแบบ หรือมีทีมออกแบบมาให้ไมเคิลมาอยู่แล้ว  แต่อย่างไรก็ตาม ไมเคิลคือผู้ที่จัดการเก็บกวาดรายละเอียดต่าง ๆ ที่ทีมของเขามองไม่เห็นครับ

มีอยู่ฉากหนึ่ง ซึ่งผู้กำกับกำหนดให้ไมเคิลหันหน้ามาหาคนดูเลยในระหว่างที่หน้าจอโปรเจคเตอร์ฉายหนังประกอบ แต่ไมเคิลกลับปฎิเสธเพราะเขาคิดว่าทำแบบนี้จะดีกว่า ซึ่งผู้กำกับก็แย้งว่า "แล้วคุณจะรู้ได้ยังไงว่ามันจบแล้ว" ซึ่งไมเคิลตอบว่า "ฉันสามารถรู้สึกถึงมันได้ และฉันจะพยายามทำ" ครับ

นอกจากนี้ ไมเคิลเองก็ลงไปจัดการกับระบบเสียงด้วยตัวเอง ซึ่งตลอดเรื่องนั้น แสดงให้เห็นได้อย่างชันเจนว่า ไมเคิลนั้น เข้าถึงอารมณ์ของเพลงของเขาในทุก ๆ ตัวโน้ต ครับ ซึ่งในเมื่อแกเข้าใจ แกก็จะรู้ว่าทำยังไงถึงจะดึงอารมณ์คนดูได้อย่างเต็มที่ครับ 

นอกจากนี้ ไมเคิลเองก็ยังสามารถจินตนาการได้ว่า คนดูของเขานั้น อยู่ในอารมณ์ไหน เข้าถึงอารมณ์เพลงอย่างเต็มที่ไหม ขาดอะไรไปหรือเปล่า แล้วจะแต่งเติมได้ยังไง จนสุดท้าย สิ่งที่เขาพอใจก็คือ "ไร้ที่ติ" ครับ

ที่สำคัญที่สุด ไมเคิลนั้น สื่อสารกับเพื่อนร่วมงานได้อย่างใจเย็นมาก ๆ เขาติติงคนอื่น แต่เขาก็จะย้ำว่า "ผมติเพื่อก่อนะ" เขามีความสามารถที่จะสื่อสารให้เพื่อนร่วมงานของเขาได้เข้าใจว่า สิ่งที่เขาต้องการนั้นเป็นแบบไหน และดึงเอาความสามารถที่คน ๆ นั้นมีมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ครับ

แน่นอน มีบางสิ่งที่แต่เดิมที ไมเคิลคิดว่าดีแล้ว แต่เมื่อลองซ้อมออกมา เขากลับพบว่าเขาคาดการณ์ผิดไป เขาไม่รีรอที่จะพูดเลยว่า "เป็นความผิดพลาดของผมเอง" (ทั้ง ๆ ที่เขายิ่งใหญ่ถึงขนาดนั้น)

ที่สำคัญ เขาไม่เคยลืมขอบคุณและอวยพรเพื่อนร่วมงานของเขาเลยครับ

ในท้ายที่สุด ไมเคิลกล่าวขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคน และถ่ายทอดให้เพื่อนร่วมงานของเขาฟังว่า สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อในการแสดงครั้งนี้นั้นคืออะไร เพื่อให้ทุกคนเข้าใจ และมีจุดมุ่งหมายในการทำงานเดียวกันครับ (Share Vissions)

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม ไมเคิล แจ๊คสัน จึงสามารถก้าวขึ้นมาสู่ตำแหน่ง "ราชาเพลงป๊อป" ได้อย่างไรข้อกังขาครับ (ซึ่งสำหรับผมนั้น ตำแหน่งนี้ออกจะเล็กเกินไปด้วยซ้ำ)

และนี่คือเหตุผลว่าทำไม การแสดงของเขาที่ออกมานั้น ได้ผลลัพท์ออกมาว่า "นี่แหละใช่เลย" (This Is It) ครับ

---------------------------

 ๒๕ มิถุนายน ๒๕๕๒ โลกทั้งโลกล้วนตะลึงในข่าวร้าย ไมเคิล แจ๊คสันได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว เหลือไว้เพียงตำนานความเป็นราชาเพลงป๊อปของเขาครับ

 แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ไมเคิลต้องการจะเหลือเอาไว้ให้โลก นั่นคือจิตวิญญาณของการแสดงครั้งสุดท้ายของเขา นั่นคือความรักที่เขามีต่อโลกใบนี้ครับ

ไมเคิลต้องการจะสื่อกับพวกเราคนทั้งโลกผ่านการแสดงในครั้งนี้ว่า พวกเราต้องช่วยกันปกป้องธรรมชาติและโลกของเรา อย่ามัวนั่งรอให้รัฐบาล หรือหน่วยงานองค์กรใด ๆ เขามาแก้ไข พวกเรานั่นแหละที่เป้นคนผูกปมอันนี้ขึ้นมา และมันเป็นหน้าที่ของพวกเราที่จะต้องแก้ไขปมนี้ด้วยตัวเอง

พวกเราต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมคนละไม้ละมือ และอย่ารอวันพรุ่งนี้ แต่ให้เริ่มกันวันนี้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

 รักไมเคิล รักโลกของไมเคิล (และของพวกเรา)

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ