เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กำลังเกิดขึ้นกับอาของผม
 
อาของผม เป็นครู กำลังจะเกษียญเดือนนี้แหละ

แกกำลังจะเกษียญ พร้อมหนี้สิน 2 ล้านบาท (เงินเดือนสุดท้ายของแกคือ 2 หมื่น)

นี่เท่ากับว่า ถ้าแกจะกลับไปทำงานใช้หนี้ ต้องทำงานอีก 100 เดือน หรือ 8 ปี 4 เดือน โดยไม่กินไม่ใช้สักบาท

สิ่งที่สงสัยมากก็คือ

กระทรวงศึกษาพิการปล่อยให้แกกู้มาได้ยังไง

แม่ผมเป็นพยาบาล สังกัด กระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ของข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ถ้าหนี้เก่าไม่หมด ก็อดขอกู้ก้อนใหม่ แถมยังมีบริการ หักหนี้ออกจากเงินเดือนให้เรียบร้อยอีกต่างหาก

ดังนั้น

กระทรวงศึกษาพิการ น่าจะเป็นกระทรวงที่พิการสมชื่อจริงจริง

คนที่เป็นพ่อพิมพ์ แม่พิมพ์ของชาติ แทนที่จะเกษียญอายุพร้อมกับความสุขที่ได้สร้างอนาคตของประเทศชาติมาตลอดชีวิตการทำงาน

กลับต้องมาทนทุกข์ เพราะการที่ไม่มีความรู้ด้านการเงิน ทั้งตัวเอง และผู้บริหารกระทรวง

สำหรับกระทรวง กระทั่งสวัสดิการของบุคลากรในกระทรวงยังไม่มีปัญญาจัดการ 

แล้วมันจะมามีปัญญาบริหารอนาคตของประเทศชาติได้ยังไงกัน
 
 
และจากเรื่องที่เกิดขึ้นกับอาของผม ทำให้ผมเข้าใจแล้วว่า ทำไมเขาถึงว่า ครูเป็นอาชีพที่ยากจนที่สุดในประเทศไทย
 
 
เพิ่มเติม
 

edit @ 8 Oct 2012 02:22:08 by Brandy Frisky

edit @ 8 Oct 2012 02:22:46 by Brandy Frisky

ทฤษฎีทายาทธุรกิจ

posted on 03 Sep 2012 14:45 by capt-stg in Idealism
 
 
 
 
เพื่อนผมตั้งทฤษฎีทายาทธุรกิจมาอย่างนึง

รุ่นที่ 1 คือรุ่นที่ก่อร่างสร้างกิจการมาตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลย

รุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่ฉลาด ทรหด อดทน และรู้คุณค่าของเงินและคน

รุ่นที่ 2 คือรุ่นลูกของรุ่นที่ 1 

รุ่นนี้จะได้รับทัศนคติ และความสามารถมาจากรุ่นที่ 1 บางส่วน จะมากน้อยขึ้นกับการสั่งสอนเลี้ยงดูของรุ่นที่ 1 ซึ่ง ถ้าปล่อยประละเลย ตามใจ ก็จะห่วยไปเลย แต่ถ้าเข้มงวดกวนขัน ก็จะเป็นคนเก่งที่มีความพร้อมด้านทรัพย์สินและความมั่นคง

รุ่นที่ 3 คือรุ่นลูกของรุ่นที่ 2 หลานของรุ่นที่ 1

รุ่นนี้มีแนวโน้มว่าจะห่วยแตก เพราะเกิดมาด้วยความพร้อมด้านฐานะการเงินและสังคม ส่วนจะห่วยแดกแค่ไหน ขึ้นกับการอบรมเลี้ยงดูเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม มักจะไม่ทรหด อดทนเท่ารุ่น 1 และ 2 เพราะรุ่นที่ 2 ไม่ได้เผชิญหน้ากับสารพัดปัญหาเท่ากับรุ่น 1

ตัวอย่างของความห่วยแดกของรุ่น 3 คือ หลานของจักรพรรดิหลิวอวี้ โดยจักรพรรดิหลิวอวี้เดิมทีเป็นชาวนา ดังนั้นจึงให้มีห้องที่ประดับด้วยเครื่องมือทำนาของพระองค์เพื่อเตือนใจลูกหลานถึงความยากลำบากของบรรพชน แต่ลูกหลานของเขากลับกล่าวว่า "ตัวเขา(หลิวอวี้)เป็นแค่ชาวนา ไต่เต้ามาได้ขนาดนี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว"

ดังนั้น ถ้าเราเห็นข่าวลูกคนรวยทำตัวเหลวแหลก จงอย่าไปด่ามัน แต่ให้นึกว่า "ดีแล้ว วันนึงมึงจะได้เป็นฐานให้กูเหยียบข้ามหัวไป"

edit @ 3 Sep 2012 14:46:16 by Brandy Frisky

edit @ 3 Sep 2012 14:46:30 by Brandy Frisky

 
 
 
 
 
 
 
 
 
พอดีแว้บไปเห็นคนโพสต์กระทู้พันติบในเฟสบุคมา เกี่ยวกับการสละที่นั่งให้คนท้อง
 
เลยเอาประสบการณ์ส่วนตัวมาเล่าให้ฟัง
 
 
-----------------------------------------
 
 
ในบ้านเรา เป็นธรรมเนียมว่า ผู้ชาย (ชนชั้นที่มักจะถูกกดขี่) จะต้องเสียสละที่นั่งให้แก่เด็ก สตรี และคนชรา
 
ซึ่งเราก็ปฎิบัติเช่นนั้นมาจนชิน
 
แต่พอผมไปอยู่ออสเตรเลียครับ
 
ตอนแรกนั่งรถเมลอยู่ เจอเด็กนักเรียนขึ้นมากันเต็มเลย เด็กประถม วัยกำลังน่าเหยียบพอดีเลย เอีย ไม่ใช่ เราก็เลยใช้ความเป็น Thai Gentleman ลุดขึ้นแล้วบอกเด็กว่า "You may take my seat" (นั่งที่นั่งผมก็ได้นะ) เด็กมันก็ทำหน้างง แล้วบอกว่า "ไม่เป็นไรครับ"
 
ซึ่งผมก็สงสัย เด็กที่นี่มันอึดกันจังวะ
 
และแล้วผมก็หายงง เมื่อเห็นป้ายบนรถเมล์บอกว่า "เด็กเอย เจ้าจงเสียสละที่นั่งให้ผู้ใหญ่" เลยเอากลับไปถามคนออสซี่ ซึ่งพบว่า พวกออสซี่มันคิดว่า ผู้ใหญ่คือกลุ่มคนที่สร้างชาติ หาเงินเสียภาษีให้เด็ก ๆ ได้เรียนหนังสือ (ค่าเล่าเรียน รัฐบาลเป็นผู้จ่าย อย่าลืมว่าที่จริงแล้ว ออสเตรเลียเป็นประเทศสังคมนิยมประชาธิปไตย) ดังนั้น เด็ก ๆ จึงมีหน้าที่เสียสละที่นั่งให้ผู้ใหญ่ ส่วนผู้สูงอายุนั้น ถือว่าเป็นบุคคลที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติมาก่อน จึงควรจะได้รับสิทธิพิเศษสุด
 
และที่สำคัญ การที่ผู้ชายเสียสละที่นั่งให้ผู้หญิง (คนท้องไม่นับ) ถือเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามสุภาพสตรี และเราอาจจะโดนด่าเอาได้
 
แต่ก็อีกนั่นแหละครับ การสละที่นั่งให้ผู้สูงอายุที่นี่ บางทีก็เป็นเรื่องน่าลำบากใจ เพราะว่า อาจจะโดนปฎิเสธการสละที่นั่งให้ด้วยเหตุผลที่ว่า "ข้ายังแข็งแรงดีเฟ้ย" เอาก็ได้ (และส่วนใหญ่ก็จะใช่) ดังนั้นจึงต้องเลือกสละให้ผู้สูงอายุที่ดูท่าจะไม่แข็งแรงจริงจริง
 
-------------------------------
 
ผมชอบแนวคิดของฝรั่งนะ
 
พวกเขาถือหลักของความมีเกียรติ (Dignity) ความเสมอภาค (Equality) และให้เกียรติ (Respect) ซึ่งกันและกัน พยายามที่จะพึ่งพาตนเอง ซึ่งในทางกลับกัน ในบ้านเรา กลับกลายเป็นว่า การเสียสละกลับมาจากการบังคับ และในหลาย ๆ ครั้ง ก็เป็นการเอารัดเอาเปรียบ
 
ที่นั่นนี่ คุณจะไม่สละที่นั่งให้คนอื่นก็ได้ ไม่มีใครว่าคุณ ยกเว้นพนักงานขับรถเมล์ ถ้าเขาเห็นว่าผู้ป่วยไม่ไหวแล้ว และคุณจะถูกมองด้วยหางตาชื่นชมจากเพื่อนร่วมทาง (ดังนั้น ถ้าไม่อยากสละที่นั่ง จงเข้าใปนั่งท้ายรถซ่ะ อย่าสะเออะมานั่งหน้ารถ)
 
ป.ล. ผมไม่รู้นะว่า ที่เมืองอื่นในออสเตรเลียไหม แต่เมืองแอดิเลด์ (Adilade) รัฐ เซาท์ออสเตรเลีย (ผู้จัดเกรียนชอบแปลเป็น ภาคใต้ของออสเตรเลีย ซึ่ง มันมีซะที่ไหนห่ะสัด หัดอ่านวิเกรียนพีเดียซ่ะมั่ง) เป็นแบบนี้ รัฐบ้านนอก ๆ ที่ผู้คนถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน และผมก็รักเมือง ๆ นี้ เสมือนบ้านหลังที่ 3 ของผมเลยหล่ะ 
 
อ้า! คิดถึงเธอจัง แอดิเลด ฝากดูแลบ้านให้ดี ๆ ด้วยนะ ตาลุง ไมค์ แรน

edit @ 19 Aug 2012 14:19:35 by Brandy Frisky

Brandy Frisky View my profile

เกลียดมัน ถ้าท่านพอใจในบทความ ท่านสามารถช่วยกระจายบทความได้ด้วยการรีทวิต
คลิกเพื่อรีทวิตที่ข้างบน

ขอบคุณที่หลงผิดมาอ่านครับ

Recommend