วันก่อนไปทานข้าวกับรุ่นน้องภาคจุลชีวะมาครับ ซึ่งนั่นเป็นเหตุให้ผมเขียนหัวข้อวันนี้ขึ้นมา
ก่อนที่จะเริ่มว่ากล่าวอันใด ต้องขออภัยสำหรับหลาย ๆ ท่านจริงจริงเพราะผมงานยุ่งมาก แถมจนใจด้วยว่าที่บ้านผมต่อเน็ทได้เพียงเครื่องเดียว ดังนั้นจึงต้องแย่งกันใช้งานครับ
ไว้ได้งานเป็นที่แน่นอนแล้วผมก็จะติดเน็ตเองแล้วหล่ะ
---------------------------------
ก่อนอื่น ผมขออธิบายเกี่ยวกับวัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัยของผมเสียก่อนว่า "ที่นี่มีความเป็นภาควิชา มากกว่าความเป็นคณะ" กล่าวคือบุคลากรของมหาวิทยาลัยของผมจะมีความรู้สึกรักภาควิชามากกว่าคณะที่ตัวเองสังกัด ซึ่งข้อสังเกตุง่าย ๆ ถ้าคุณไปถามเด็กบางมดว่าเรียน/จบอะไร ก็จะได้รับคำตอบว่า เรียนภาควิชานั้น ภาควิชานี้ ในขณะที่เด็กมหาวิทยาลัยอื่นจะบอกว่าเรียนคณะนั้นนี้ เช่นผม ผมจะตอบว่า "ผมจบเครื่องกล" ไม่ใช่ "วิศวะ"
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าบางมดเราจัดแบ่งนักศึกษาเข้าภาควิชาเลย ไม่ผ่านการเรียนรวมก่อนในปีแรกแล้วจึงแยกภาควิชาอื่นเฉกเช่นที่มหาวิทยาลัยอื่นเขาทำกันครับ
ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นวิศวะเหมือนกัน แต่ถ้าอยู่ต่างภาค ก็เหมือนอยู่ต่างพวก ตัวอย่างเช่นผม เด็กภาคเครื่องกล เวลามองเด็กภาคจุลชีวะนั้น ก็จะมองด้วยความรู้สึกที่เหมือน ๆ กับเวลามองเด็กภาควิศวะเคมี ครับ หรือพูดง่าย ๆ ว่า คำว่าคณะแทบจะไม่มีความหมายในสายตาเด็กบางมดเลย
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่นักศึกษาต่างภาคจะได้เข้ามาใกล้ชิดกันนั้น มีเพียงโอกาสเดียวคือเวลาที่ต้องเรียนร่วมกัน ซึ่งจะมีผลดีมาก ๆ ในช่วงปีหนึ่ง เพราะความเป็นภาควิชานั้นยังไม่แรงเท่าไร แต่เมื่อมาปีแก่แล้วจะยากขึ้นครับ
สำหรับในเรื่องนี้ ภาควิชาเล็ก ๆ จะได้รับโอกาสสูงกว่า ในขณะที่ภาควิชาใหญ่อย่างภาคผม วิศวกรรมเครื่องกลนั้น แทบจะไม่มีเลย
สำหรับเรื่องนี้นั้น คงจะเป็นเรื่องเดียวที่คำว่าคณะ มีความหมาย เพราะว่าการผสมห้องเรียนนั้น จะไม่มีการปนเด็กต่างคณะกันครับ (ยกเว้นวิชาช่วย วิชาเลือกและวิชาสายสังคม)
-----------------------------------
เด็กภาคเครื่องกลอย่างพวกผมนั้นอาพับนัก ด้วยความที่เป็นภาควิชาใหญ่ โอกาสที่จะได้เรียนรวมกับเด็กภาควิชาอื่นนั้น น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย กอปรกับว่า ภาคเรานั้นแทบจะเป็นผู้ชายล้วน อัตราผู้ชายต่อผู้หญิงเป็น ๒๐ ต่อ ๑ด้วยเหตุนี้ การปฎิบัติต่อเพื่อนฝูงนั้น จะตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อมค้อม และแน่นอน การพ่นคำหยาบคายเป็นเรื่องปกติ
เรื่องกินเหล้าและเรื่องท่องโลกราตรีนี่ ไม่ต้องพูดถึง มันของตาย
สำหรับเรื่องความป่าเถื่อนนั้น ผมกล้าพูดว่า คนภาคอื่นชอบคิ่ดกันไปเอง สืบเนื่องจากชื่อภาค "เครื่องกล" นั้น ทำให้คนนึกถึงเด็กช่างกลที่มักจะมีข่าวต่อยตีกันกระมังจึงเป็นเช่นนั้นไป
อย่างน้อย ในปีแรกที่ผมเข้ามา ภาควิชาของผมได้รับรางวัลภาควิชาแต่งกายดี ๓ ปี ซ้อน และรักษาตำแหน่งนี้เอาไว้ได้จนถึงปีที่ผมจบไปนะเออ
----------------------------------
ภาควิชาอื่นเขาอาจจะมองว่าผู้หญิงเท่าเทียบกับผู้ชายก็จริง แต่ไม่ใช่ภาควิชาของผม เพราะภาควิชาของเรานั้น ผู้หญิงอยู่ในฐานะที่สูงกว่าพวกเราผู้ชายอกสามสอกครับ เรื่องของเรื่อง ผู้หญิงมันน้อย ต้องถนอมพวกมันเอาไว้ พวกมันเลยได้ใจ จิกหัวใช้กันสนุกสนานเลย (พวกเราเรียกผู้หญิงว่า "สมบัติภาค"ครับ ๕๕๕)
ถ้าคุณผู้หญิงมาทานข้าวหรือร่วมวงกับเด็กภาคผมแล้ว ไม่ต้องห่วงอะไรหรอกครับ เพราะคุณจะไม่มีโอกาสได้จ่ายมากกว่าพวกเราแน่นอน หรือในบางกรณี คุณไม่มีโอกาสแม้แต่จะจ่ายด้วยซ้ำ
และนี่คือพวกเรา "สุภาพบุรุษเครื่องกล" ครับ
นอกจากนี้ ดูจากอาจารย์ของพวกเรา ถึงแม้ว่าต่อหน้าพวกเรานั้น ท่านจะดุแค่ไหนก็ช่าง แต่พอกลับถึงบ้านแล้ว ท่านรู้ครับว่า "ไผเป็นไผ" เป็นสามีที่อยู่ในโอวาทอันดีของศรีภรรยากันเกือบทุกคน (อาจารย์ผมเป็นข้อยกเว้นนะ)
-----------------------------
ความจริงผมรู้อยู่แล้วหล่ะว่าสาว ๆ ต่างภาคมักจะมองหนุ่มเครื่องกลในแง่ลบเสมอมา แต่เมื่อวานไปคุยกับน้องคนนั้น ผมถึงได้รู้ว่า
มันเลวร้ายกว่าที่คิดเยอะ!!
โดยปกติแล้ว ในการแข่งกีฬาเฟรชชี่นั้นภาคเครื่องกลมักจะโดนจับคู่กับภาคจุลชีวะ (จากนี้จะเรียกว่า"ภาคไมโคร" เพราะในบางมดเราเรียกกันแบบนั้น) เนื่องจากว่า เครื่องกลมีแต่ผู้ชาย ไมโครมีแต่ผู้หญิงครับ
แต่ในสายตาของสาว ๆ ไมโครนั้น ภาคเครื่องกล อุปมา แดนเถื่อนอันไร้ซึ่งกฎหมาย การที่จะเดินทางไปยังภาคเครื่องกลของสาว ๆ ไมโครนั้น อุปมา อภิสิทธิ์ไปเยือนเชียงใหม่ก็มิปาน ด้วยกริ่งเกรงว่าจะถูกเด็กเครื่องกลกลุ้มรุมทำร้าย ฉีกเนื้อออกเป็นชิ้น ๆ จับกินแกล้มเหล้า (สนใจเคนชิโร่ไปคุ้มกันไหมจ๊ะ อะต๊า!)
ภาคผมมันป่าเถื่อน ทำตัวราวกับสัตว์ร้ายขนาดนั้นเชียวเรอะ คนนะ ไม่ใช่แมว (เอ๊ะ อะไรเนี่ย)
นี่ใช่พวกคุณคิดกันไปเองหรือไม่ ?
-----------------------------------------
เห็นไหมครับ เด็กภาคผมน่าสงสารมาก ถูกสาว ๆ ในมหาลัยใส่ร้ายป้ายสีจนเหมือนไม่ใช่คน สาว ๆ มหาลัยอื่น ที่มีจิตเมตตา (และหน้าตาดี) กรุณาเข้ามาช่วยปลอบประโลมหนุ่ม ๆ เครื่องกลบางมดทีครับ (สรุป เรียกร้องความสนใจ ว่างั้นเถอะ)
----------------------------
อันนี้แถมครับ ตำนานไร่ส้ม ของบางมดเรา
ในอดีตนั้น จะมีไร่ส้มของคุณลุงคุณป้าอยู่หลังมหาวิทยาลัยครับ ซึ่งคุณลุงคุณป้านั้นเอ็นดูเด็ก ๆ มหาลัยเรามาก (ตอนนั้นยังเป็นแค่สถาบัน) ปล่อยให้พวกรุ่นพี่ ๆ (ผมมาไม่ทันยุคไร่ส้มยังอยู่) ของเราได้เข้าไปตั้งวงเหล้าและทานส้มได้ตามใจ ซึ่งนั่นทำให้ไร่ส้มของท่านนั้นคือศูนย์รวมจิตใจของพวกรุ่นพี่ ๆ เลยทีเดียว
เสียดายที่ต่อมา คุณลุงคุณป้าที่แก่ตัวลงตามอายุนั้น ไม่สามารถที่จะดูแลไร่ส้มต่อได้ไหว แลลูกหลานของท่านก็ไม่คิดจะรับช่วงต่อ ท่านจึงยกที่ตรงนั้นให้สถาบันของเราฟรี ๆ แต่เสียดายที่ทางผู้บริหารพิจารณาว่าไม่มีงป ฯ มากพอที่จะดูแลไร่ส้มของท่าน พวกท่านจึงยกที่ให้เป็นของกรุงเทพมหานครแทน
พื้นที่ตรงนั้น ปัจจุบันก็คือ "สวนธนบุรีรมณ์" นั่นเอง
อย่างไรก็ตาม
ไม่ว่าเวลาจะผันผ่านไป อีกกี่สิบปี ไม่ว่าทักษิณจะพยายามสอดมือเข้ามาในมหาวิทยาลัยผมผ่านทางนอมินีชื่อ "มูลนิธิไทยคม" เพื่อให้มีการเปลี่ยนสัญลักษณ์ของมหาวิทยาลัยด้วยการให้ยกเลิกการใช้พระลักษจร (ซึ่งแน่นอน ไม่มีใครเอาด้วยหรอก เพราะมันคือความภาคภูมิใจของนักศึกษามากกว่า ๕๐ รุ่นหนิ ยกเว้นพวกผู้บริหารหน้าเงิน) ไม่ว่าสมัยเรียน พวกเราจะแบ่งภาค แบ่งพวก ทะเลาะเปาะแว้งกันอย่างไร
แต่เมื่อพวกเราจบไป สิ่งที่ยังหลงเหลือนั้นคงมีเพียงสิ่งเดียว
พวกเราคือพี่น้อง คือมดน้อยในไร่ส้มเดียวกัน
ป.ล. สำหรับเด็กมหาวิทยาลัยอื่น พวกเราเป็นพี่น้องร่วมชาติกันนะ ใช่ไหมหล่ะ ถึงจะต่างสถาบัน แต่ก็มีใจรักที่จะพัฒนาประเทศชาติเหมือนกัน ใช่ไหม ?